เทคนิคการทำ SEO ที่ล้าสมัยและเสี่ยงต่อการโดนแบน

การทำ SEO เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ เป็นเรื่องที่คนสนใจเรียนรู้กันมากขึ้น แต่เชื่อหรือไม่ว่ายังมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับเทคนิคการทำ SEO ในบทความและเว็บไซต์ ทำให้เสี่ยงที่จะถูก Google ลงโทษหลังจากที่มีการเปลี่ยนกติกาการจัดอันดับเว็บไซต์เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าของธุรกิจและผู้ทำเว็บไซต์ควรรู้ว่าวิธีการแบบไหนถือว่าล้าสมัยและไม่ควรทำอีกแล้ว

1.การสร้าง Backlink ปริมาณมาก

เทคนิคการสร้าง Backlink ย้อนกลับมาหาเว็บไซต์ของเรากลายเป็นอันตราย หลังจากการปรับกติกาใหม่ทำให้พฤติกรรมนี้กลายเป็นสแปมหรือถือเป็นการหลอกลวงผู้เข้าชม เพราะสร้างลิงก์ไม่มีคุณภาพนั้นไม่เกิดประโยชน์และยังทำลายประการณ์การใช้งานที่ดี อาจโดนบทลงโทษรุนแรงไม่ให้อยู่ในการจัดอันดับเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การสร้าง Backlink ยังคงมีความสำคัญไม่น้อย ก่อนเชื่อมโยงกับเว็บใดควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือและมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันเท่านั้น การเชื่อมลิงก์กับเว็บที่มีคุณภาพ แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่เป็นการการันตีความน่าเชื่อถือของเว็บเราอยู่ในที มีคนติดตามเข้ามามากก็ยิ่งเพื่อโอกาสขึ้นไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ได้ ขณะที่การเชื่อมโยงกับเว็บไซต์คุณภาพต่ำจะเสี่ยงถูกมองว่าเป็นเกรดต่ำระดับเดียวกัน ซึ่งมีความเสี่ยงและอาจเป็นเว็บอันตรายง ทำให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อเว็บไซต์ของเราไปด้วย

2.ใช้คีย์เวิร์ดมากไป ไม่เป็นธรรมชาติ

การเขียนบทความโดยใส่คีย์เวิร์ดลงไปมาก ๆ เพื่อหวังการทำ SEO อาจส่งผลให้เว็บถูกมองว่ามีคุณภาพต่ำ หรือคีย์เวิร์ดที่ใส่ไม่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาคอนเทนต์ อ่านไม่เข้าใจ และไม่มีประโยชน์ จะถูก Google จับตามองเพราะถือเป็นการหลอกให้คลิกเข้าไปชม เสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงไปด้วย การใส่คีย์เวิร์ดคำเดียวซ้ำซากก็ไม่ใช่เรื่องดี ควรเปลี่ยนใช้คำอื่น ๆ ที่มีความหมายเดียวกัน วางแผนว่าจะวางตรงตำแหน่งไหนที่อ่านแล้วไม่สะดุด หากเขียนบทความที่มีเนื้อหาที่ดี อ่านสนุก ให้ความรู้ตรงกับสิ่งที่ผู้ชมต้องการจะสร้างความไว้วางใจให้ผู้อ่านติดตามต่อไป นั่นคือเหตุผลที่ต้องเลือกนักเขียนมีฝีมือและมีความชำนาญเรื่องการทำ SEO สามารถวิจัยคำหลักที่เหมาะสมใส่ไว้ในตำแหน่งที่อ่านแล้วกลมกลืนกับเนื้อหา เว็บไซต์ที่อัปเดตคอนเทนต์คุณภาพดี มีเนื้อหาสาระใหม่ ๆ น่าสนใจ จะมีคนติดตามอ่านจำนวนมากซึ่งเป็นผลดีส่งเสริมประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหาทำให้ค้นพบเว็บไซต์รวดเร็วขึ้น

3.ไม่ทำ SEO ควบคู่กับแผนการตลาดอื่น ๆ

การทำ SEO มีส่วนช่วยให้ผู้ชมรู้ว่าเว็บไซต์นั้นทำธุรกิจประเภทใด มีจุดเด่นอะไรน่าสนใจ และเหตุที่ควรตัดสินใจซื้อ แต่การทำตลาดออนไลน์มีหลายรูปแบบ การเน้น SEO ในเว็บไซต์เพียงด้านเดียวจะเกิดประโยชน์น้อย ควรทำควบคู่ไปกับแผนการตลาดอื่น ๆ แน่นอนว่ารวมถึงการสร้าง Content Marketing ที่ไม่ได้เน้นการขายมากเกินไป แต่นำเสนอข้อมูลดี ๆ ในลักษณะโฆษณาแฝงให้ลูกค้าเป้าหมายรู้จักแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบบทความ รูปภาพ วิดีโอ หรือสื่ออื่น ๆ ซึ่งสามารถนำเสนอผ่านบทความในเว็บและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ จะเกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจไปในตัว ทำให้ผู้ชมจดจำได้จนกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด

การสร้าง Backlink ปริมาณมาก

เว็บไซต์น้องใหม่ควรอ่านการทำ SEO ไม่ต้องใช้เงินอย่างที่คิด

เว็บไซต์น้องใหม่ควรอ่านการทำ SEO ไม่ต้องใช้เงินอย่างที่คิด

ช่องทางการตลาดออนไลน์กำลังได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะใช้ระบบอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสารที่คนรุ่นใหม่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต iPAD ที่เชื่อมโยงคนทั่วโลกเข้าด้วยกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับเว็บไซต์น้องใหม่ เพียงมีสินค้าที่มีคุณภาพดี ก็สามารถที่จะนำมาวางขายออนไลน์ โดยใช้การประชาสัมพันธ์แบบ SEO ที่ไม่ต้องใช้เงิน ก็สามารถทำให้มีลูกค้าและเริ่มสร้างยอดขายได้แล้ว นักธุรกิจที่เพิ่งสร้างเว็บไซต์ไม่นาน จึงควรอ่านบทความนี้จนจบ เพื่อให้ทราบเทคนิคการทำ SEO ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพจริง ดังนี้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ทางธุรกิจอย่างสม่ำเสมอในหลากหลายด้าน รวมถึงการสร้างลิงก์เพื่อสร้างช่องทางประชาสัมพันธ์ไปสู่เว็บไซต์ภายนอก จะทำให้การทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้เงินทุนสูง ดังนี้

1. การเลือกสีและฟอนต์ตัวอักษรของเว็บไซต์ที่เป็นเอกลักษณ์และเข้ากับสินค้า ตัวอย่างเช่น การขายเสื้อผ้าเด็กออนไลน์ ควรจะใช้สีโทนอ่อน เช่น ฟ้าและชมพูอ่อน ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและเป็นกันเองกับกับเด็ก ทั้งนี้ต้องเลือกฟอนต์ตัวอักษรที่อ่านง่าย ๆ ตัวกลมมน จะได้รับความนิยมจากผู้ปกครองที่มาหาซื้อเสื้อผ้าให้บุตรหลาน มากกว่าการใช้สีฉูดฉาดและฟ้อนที่มีความเหลี่ยมตัวหนาใหญ่

2. การนำข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น อัพเดทข่าวสารที่ทันสมัยและเกี่ยวข้องกับตัวสินค้าของคุณอยู่เสมอ เช่น หากคุณทำสินค้ากลุ่ม Organic ก็ควรนำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ของสินค้าออร์แกนิก ผลต่อสุขภาพผู้ใช้ และความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ มาให้กลุ่มเป้าหมายได้อ่านเป็นระยะ จะทำให้กระตุ้นทำให้เกิดแรงจูงใจในการเลือกซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้นอยากมีลูกค้าขาประจำมาซื้อของในเว็บไซต์ ควรรู้วิธีการทำ SEO

3. การพัฒนาตัวเว็บไซต์ให้เปิดใช้งานเข้าได้กับอุปกรณ์สื่อสารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ แท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้จะต้องปรึกษาโปรแกรมเมอร์เพื่อให้การทำเว็บไซต์ของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น การที่ต้องใช้ได้กับอุปกรณ์ดังกล่าว ก็เพื่อสอดคล้องตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานในปัจจุบันนั่นเอง

4. การหมั่นตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของคุณในห้องแชทต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นในกลุ่มสังคม Pantip จะมีห้องที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสัตว์เลี้ยง หากคุณจำหน่ายแชมพูสำหรับสัตว์เลี้ยง ก็ควรแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง พร้อมแนบ Link ของผลิตภัณฑ์ เพื่อผู้ที่สนใจจะได้คลิกเข้ามาสอบถามและนำไปสู่การซื้อขายสินค้าได้ในที่สุด

จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นเว็บไซต์น้องใหม่ก็สามารถที่จะสร้างยอดขายได้สูง ผ่านเทคนิคการตลาด SEO ขอเพียงศึกษาข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้น และนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

Off-Page SEO ช่วยโปรโมทเว็บได้จริงหรือ

Off-Page SEO ช่วยโปรโมทเว็บได้จริงหรือ

หากจะกล่าวถึงการทำ SEO คงไม่มีใครกล้าที่จะปฏิเสธถึงวิธีการทำ On-Page และ Off-Page ไว้เป็นลำดับต้น ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งทั้ง 2 วิธีคือการปรับแต่งแก้ไขข้อมูลภายในเว็บและนอกเว็บที่จะทำให้ Search Engine สามารถค้นหาเว็บไซต์ของคุณให้ติดอันดับต้นๆ ของ Google ได้ ในส่วนของ On-Page สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้เองด้วยวิธีง่ายๆ เพราะสามารถทำได้ในเว็บของตนเอง หากแต่ Off-Page นั้นจะเป็นในส่วนของผู้คนหรือคนอื่นๆ ที่เข้ามาเห็นบทความของคุณหรือเว็บไซต์ของคุณแล้วนำไปบอกต่อโดยการทำลิงก์เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้เครดิตข้อมูลของคุณเอง

Off-Page SEO หรือ Backlink จากเว็บที่มีคุณภาพจะเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาจาก Google เพราะบ่งบอกถึงคนทำเว็บนั้นๆ เล็งเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งชื่อเสียงของเว็บคุณน่าจะมีชื่อเสียงไม่ใช่น้อย จึงทำให้เว็บไซต์ดังๆ Ref. หรือ ทำ Backlink กลับมายังเว็บของคุณได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้อันดับในการค้นหาจากทาง Google จะมีเว็บไซต์ของคุณติดอันดับจากการ Search

เคล็ดลับการทำ Off-Page แบบมีคุณภาพ

1. คุณภาพของเว็บไซต์ สิ่งแรกในการทำเว็บไซต์คือ คุณภาพของสิ่งที่คุณจะนำเสนอนั่นเอง โดยหลักๆแล้วก็คือคอนเทนต์ต่างๆ ที่ต้องการจะนำเสนอให้คนทั่วไปได้เข้ามาหาความรู้ เยี่ยมชม โดยเฉพาะการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพตรงใจกับกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งคอนเทนต์ที่ดีไม่จำเป็นที่จะต้องตอบสนองทุกคน เพียงแต่สามารถที่จะช่วยเหลือคนบางกลุ่ม บางจำพวกให้สามารถแก้ไขปัญหาหรือเพิ่มมูลค่าในสิ่งที่เขาต้องการค้นหาแค่นั้นเอง

2. อินโฟกราฟิก สุดยอดแห่งการทำ Backlink ทำไมถึงให้อินโฟกราฟิกเป็นสุดยอดของการทำ Backlink เพราะข้อมูลที่เป็นอินโฟกราฟิกจะดูเข้าใจได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีรูปและคำอธิบายสั้นๆ แต่ได้ใจความมากกว่าบทความที่ต้องใช้เวลาในการอ่านที่นาน แล้วเทียบกับวีดีโอล่ะไม่ดีกว่าหรือ แน่นอนวีดีโออาจทำได้ดีกว่าเพราะมีทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงประกอบ แต่การทำ Off-Page SEO ให้อยู่บนวีดีโอบอกได้เลยยากมาก ที่สำคัญที่สุดคือช้าและราคาแพงกว่าอินโฟกราฟิกแน่นอน

3. ใช้ Facebook ให้เป็นประโยชน์ แน่นอนที่สุดคงไม่มีใครไม่เคยใช้งาน Facebook ซึ่งหากคุณได้ลองสังเกตดีๆ แล้วการอัปเดตครั้งหลังสุดของ Facebook นี้จะเน้นไปที่กลุ่มซึ่งจะเห็นได้ว่าการแจ้งเตือนการโพสต่างๆ จากกลุ่มที่คุณเข้าร่วมจะมีมากกว่าการแจ้งเตือนจากเพจส่วนตัวเสียด้วยซ้ำ เพราะทาง Facebook ให้ความสำคัญต่อ Community มากกว่าเพจส่วนตัวอีกนะ ถ้าคุณทำคอนเทนต์ดีๆ แล้วไปปล่อยให้ตรงตามกลุ่มรับรองได้เลยเพจคุณดังแน่นอน

4. เป็นมือปืนรับจ้าง เขียนบทความโชว์เองเลย หากจะรอให้ผู้คนหรือเว็บอื่นๆ กล่าวถึงเว็บไซต์ของคุณก็ดูจะใช้เวลานานเกิน ก็อาสาเป็นมือปืนรับจ้างไปเลย ซึ่งคุณสามารถที่จะค้นหาข้อมูลตามที่เว็บไซต์ของคุณจะนำเสนอ เมื่อค้นเจอแล้วก็เข้าไปช่วยในการตอบปัญหาพร้อมวิธีการแก้ไข จากนั้นก็พ่วงด้วย Backlink ของเว็บไซต์ของคุณ เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้คนที่เข้าไปอ่านได้กดติดตามกลับมาอ่านความรู้ต่อที่เว็บคุณได้แล้ว หากมองว่าทางแอดมินที่ดูไม่สามารถให้ฝากลิงก์ได้ก็ติดต่อไปยังเจ้าของเว็บที่รับสมัครนักเขียน พร้อมส่งผลงานให้เขาดูว่ามั่นใจในฝีมือของคุณหรือไม่ หากเขาสนใจ คุณก็สามารถที่จะหาแหล่งอ้างอิงให้เว็บของคุณให้ได้รับความน่าเชื่อถือได้แล้ว

เคล็ดลับการทำ Off-Page แบบมีคุณภาพ

ซึ่งจากข้อความข้างต้นที่กล่าวมา เป็นเพียงบางส่วนในการจัดทำ Off-Page SEO ให้มีคุณภาพเท่านั้น หากแต่ยังมีอีกหลายร้อยวิธีที่สามารถช่วยคุณทำได้ แต่ขอแนะนำว่าอย่าไปทางด้านมืดหรือทางลัดที่ผิดกติกา (Black HAT SEO) แม้จะทำให้คุณเห็นผลเร็ว แต่เมื่อโดนระบบของทาง Google ตรวจจับได้ ก็ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะตามมาแน่นอน

SEO คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ

SEO คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่ทำให้เว็บไซต์ มีอันดับในการสืบค้นที่ดีจาก Yahoo และ Google ซึ่งจะทำให้มีความน่าเชื่อถือ มีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น การทำ SEO สามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือจ้างบริษัท ถ้าต้องการให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีนานเท่าไหร่ ก็จะต้องทำ SEO อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำด้วย

ตัวอย่างการทำ SEO เช่น ถ้าต้องการซื้อดอกไม้เพื่อให้เพื่อนวันรับปริญญา สามารถที่จะพิมพ์เป็น keyword ใน Yahoo ก็จะแสดงร้านดอกไม้ออนไลน์ที่มีบทความ SEO ที่มี keyword ว่าดอกไม้รับปริญญาและมีจำนวนผู้ใช้บริการมากขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ SEO จึงเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านค้าออนไลน์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณา อย่างการทำการตลาดออนไลน์ด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การซื้อพื้นที่โฆษณา SEM (Search Engine Marketing) หรือ Google AdWords เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บสถิติพบว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับที่ 1 ในการสืบค้น จะมียอดผู้เข้าไปชมประมาณ 2 เท่าของเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับที่ 2 และส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อสินค้าที่แสดงอยู่ในหน้าแรกหรือว่า Top Ten  ของการค้นหา จึงแสดงว่า SEO สำคัญต่อการทำธุรกิจออนไลน์อย่างมาก

SEO ประกอบไปด้วย ส่วนเนื้อหาเว็บไซต์ที่มีความทันสมัย มี keyword ที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงาม ใช้งานง่าย เช่น เว็บไซต์ขายช่อดอกไม้รับปริญญา ก็ควรต้องมีบทความที่เกี่ยวข้องกับความหมายของดอกไม้แต่ละชนิด การเลือกใช้สีของดอกไม้ตามโอกาสต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องมีช่องทางที่ให้ติดต่อสอบถามได้สะดวก จึงจะน่าสนใจและทำให้มีผู้เข้ามาอ่านและสั่งซื้อช่อดอกไม้มากขึ้น

อีกส่วนที่สำคัญของ SEO คือการทำลิงค์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์เข้าด้วยกัน เช่น การไปตอบคำถาม หรือแนะนำร้านในเว็บไซต์ที่เป็นกระทู้ถามตอบเกี่ยวกับวิธีการสั่งดอกไม้จากร้านออนไลน์ และโพสต์ลิงค์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสั่งสินค้าในเว็บไซต์คุณ ซึ่งเรียกว่าการทำ Backlink ก็ช่วยเพิ่มอันดับให้ดีขึ้นและมียอดผู้ซื้อสินค้ามากขึ้นควบคู่กันไปด้วย

ทั้งนี้ การทำ SEO จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลเพื่อให้ระบบ Algorithm ของ Search Engine ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างเว็บไซต์ที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน โดยจะใช้เวลา 2-3 เดือนขึ้นไปหลังจากเริ่มทำ SEO จึงเป็นข้อเสียที่ไม่สามารถที่จะเห็นผลทั้งยอดซื้อสินค้าและจำนวนผู้ชมเว็บไซต์ได้เร็วอย่างการทำโฆษณาแบบอื่น ๆ

แต่ก็มีข้อดีกว่าตรงที่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา เหมาะกับธุรกิจที่เป็นขนาดกลางและเล็ก เพียงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายตลอดเวลา ก็จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ยาวนาน

SEO คืออะไร ทำไม

ทำไมกูรูจึงแนะนำให้ทำ SEO ทุกเว็บไซต์

ทำไมกูรูจึงแนะนำให้ทำ SEO

การทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ในปัจจุบันเป็นที่นิยมมากทั่วโลก เนื่องจากระบบเทคโนโลยีและเครือข่าย 4G ทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลมีความรวดเร็วสูง นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภค ก็ชอบสืบค้นหาข้อมูลผ่านทาง Search Engine อย่างเช่น Google , Yahoo จึงทำให้มีมูลค่าการซื้อขายเป็นปริมาณสูง

การทำ SEO ให้ประโยชน์อย่างยิ่งกับเว็บไซต์ธุรกิจออนไลน์ เนื่องจากเป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ใน 2 ส่วน ดังนี้

1. Off-Page SEO เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ในส่วนของการเชื่อมโยงลิงค์จากเว็บไซต์ภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์หลักทางธุรกิจ เช่น การเชื่อมโยงลิงค์ของบทความที่น่าสนใจในต่างประเทศ หรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมการขายซึ่งกันและกัน

2. การทำ On-Page SEO จะเป็นส่วนของการปรับปรุงโครงสร้างด้านหน้าของเว็บไซต์ทำให้สวยงามและใช้งานง่าย มีการจัดหมวดหมู่ของการโฆษณา บทความเกี่ยวกับสินค้าและ การติดต่อบริษัทอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ในส่วนของบทความและภาพประกอบ รวมถึงคลิปวีดีโอต่าง ๆ ก็จะต้องมีคุณภาพ ให้ประโยชน์สาระแก่ผู้อ่านและมี Keyword ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนิยมใช้ในการสืบค้นอยู่ด้วย

การทำ SEO ที่มีคุณภาพด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมา จะช่วยให้เว็บไซต์ทางธุรกิจได้ประโยชน์ ดังนี้

1. ประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากว่าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือการจัดอันดับให้ Search Engine เพราะระบบ Algorithm ของ Search Engine จะทำงานแบบอัตโนมัติในการตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ทั้งในส่วน Off-Page SEO และ On-Page SEO

2. การอัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันสม่ำเสมอ ทั้งด้านบทความ ข่าวสาร คลิปวิดีโอ ที่สาระประโยชน์แก่ผู้ชมเว็บไซต์ จะทำให้อันดับในการสืบค้นดียิ่งขึ้น ทำให้มีโอกาสแข่งขันกับธุรกิจของเจ้าอื่นได้ดีขึ้น

3. การทำ SEO ช่วยในการขยายกลุ่มลูกค้าได้ ทั้งในและต่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการไปประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม ทำให้ลดต้นทุนในการทำธุรกิจ สามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนด้านอื่นได้อีก

4. ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในการใช้บริการเว็บไซต์ออนไลน์ เนื่องจากคุณภาพของเว็บไซต์ที่ดีจะทำให้ถูกนำเสนออยู่ในลำดับบน ๆ เป็นประจำ

5. ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากมีลูกค้าที่สืบค้นหาร้านค้าออนไลน์ได้จากระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลก แม้เจ้าของธุรกิจออนไลน์จะไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือ

6. ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้แก่แบรนด์สินค้า โดยเฉพาะหากมีการจ้างนักพัฒนาเว็บไซต์ที่มีประสบการณ์ในการทำธีมนำเสนอที่สวยงามและดูเป็นมืออาชีพ

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO มีประโยชน์อย่างมากต่อการทำเว็บไซต์ออนไลน์ การให้ความสำคัญกับคุณภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยทีมงานพัฒนาเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ จะช่วยให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ดีขึ้น ทั้งด้านยอดขายและจำนวนลูกค้าประจำอย่างแน่นอน

ทำไมกูรูจึงแนะนำให้ทำ SEO ทุกเว็บไซต์

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 ควรมีอะไรโดดเด่น

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 ควรมีอะไรโดดเด่น

ในปี 2019 การตลาดออนไลน์เป็นช่วงขาขึ้น กำลังคึกคักทีเดียว การทำให้เว็บไซต์ SEO ของคุณเตะตาดึงดูดใจผู้ใช้จึงมีความสำคัญมาก นอกจากที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ SEO โดยพื้นฐานทั้งส่วน on-page และ off-page แล้วยังมีอะไรอีกที่ควรต้องใส่ใจในการปรับโฉม เว็บไซต์ของคุณ เรามาดูกัน

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 มีอะไรโดดเด่น

การทำ snippet

snippet เป็นวลีหรือข้อความสั้น ๆ หรือ code เล็ก ๆ ที่จะปรากฏอยู่ในหน้าต่างการสืบค้น เป็นการทำเพื่อให้ bot วิเคราะห์และแสดงผลได้อย่างรวดเร็วเป็นระเบียบมากขึ้น ทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้น

โดยองค์ประกอบของ snippet ที่นิยมทำในปัจจุบัน ได้แก่ การใส่ title Link ที่มี keyword สำคัญ ของ Content นั้นอยู่ และ ส่วน Description หรือเนื้อหาโดยภาพรวมที่มีความยาวเพียงแค่ 80 ถึง 100 คำ สำหรับ Content ประมาณ 1 หน้า A4 เป็นต้น

การสร้างเสียงของ Content

การทำ Content SEO ที่ผ่านมา เรามักจะเน้นเรื่องของเนื้อหาและคลิปประกอบที่เป็นภาพสวยงาม แต่ในปี 2019 คุณจะเห็น Content ที่ใส่เสียงหรือซาวเอฟเฟค sound effect ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น เพราะเป็นการส่งเสริมให้ผู้ใช้งานในเว็บไซต์เข้าถึงเนื้อหาหรืออินกับข้อมูลที่กำลังนำเสนอยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในต่างประเทศจะเห็นว่าจะมีการทำเพลงบรรเลงและเพลงประกอบที่มีเนื้อหาที่สร้างความจดจำ ติดหู ติดตลาดง่าย แม้แต่เว็บไซต์ขายภาพอย่าง shutterstock ก็ยังออกแบบสไตล์เพลงประกอบเพื่อสื่อสารกับผู้ใช้งานหน้าเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ใส่ใจใน user experience

UX หรือ user experience หมายถึงการเน้นสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ของคุณ ดังที่มีผู้รับจ้างทำ UX Design มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ

(1) ส่วนของ Content SEO

วิธีการนำเสนอเนื้อหาใน Content จะต้องเน้นที่ประโยชน์ของผู้อ่านให้รู้สึกว่าไม่เสียเวลาในการคลิกเข้ามาชมข้อมูล มีเนื้อหาที่อ่านง่าย ส่วนที่เกี่ยวกับกลไกหรือข้อมูลเชิงเทคนิคก็ลงรายละเอียดได้อย่างถูกต้อง

และหากมีการเชื่อมโยงลิ้งค์อ้างอิงทั้งสู่เว็บไซต์ภายนอกของต่างประเทศหรือหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ตัวเองที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านก็จะยิ่งสร้างคุณค่าให้กับ Content ยิ่งขึ้น

(2)ส่วนของ เทคนิคเชิงคอมพิวเตอร์

ส่วนนี้เป็นสิ่งที่นักโปรแกรมเมอร์สามารถให้คำแนะนำได้ดี เช่น การ สร้าง Cache ทำให้ใช้เวลาในการดาวน์โหลดดาต้าน้อยลง การปรับขนาดพิกเซลของรูปให้เหมาะสมกับหน้าจอมือถือ เพื่อสัมพันธ์กับการใช้งานจริงของนักท่องเว็บส่วนใหญ่ ก็จะทำให้เว็บไซต์ SEO ดาวน์โหลดได้เร็วยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 ควรมีอะไร

จะเห็นได้ว่าการปรับโฉมเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 ต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ผลิตผลงานทั้ง Content และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขายและผู้ชม ปี 2019

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขายและผู้ชม ปี 2019

การเพิ่มยอดขายและจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือเพจของคุณเป็นยอดปรารถนาที่นักธุรกิจออนไลน์ล้วนต้องการ ซึ่งหนึ่งในเทคนิคที่จะทำให้ได้ในสิ่งนี้ คือการพัฒนาเว็บไซต์ของคุณในส่วนของ off-page SEO ให้มีความสมบูรณ์ และตอบโจทย์การทำงานขายออนไลน์ ในปี 2019 ให้มากที่สุด ดังนี้

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขาย

off-page SEO คืออะไร

เป็นการสร้างความเชื่อมโยงจากลิงค์เพจหรือเว็บไซต์ภายนอกมาสู่เว็บไซต์ของคุณเพื่อเพิ่มยอดผู้ชม สร้างโอกาสในการขายสินค้าและบริการ โดยมีการให้คุณค่าหรือให้เครดิตต่อกัน ส่งผลดีต่อเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีการให้สาระดี ๆ แก่ผู้อ่านอย่างสม่ำเสมอ

off-page SEO ที่ควรพัฒนาในปี 2019

แนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในส่วนของ off-page SEO ให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขายและผู้ชมเว็บไซต์ของคุณอย่างสวยงาม ในปี 2019 ที่นิยมมีดังนี้

1. การทำ info graphic พร้อม code link

หลายครั้งที่การนำเสนอบทความในรูปแบบตัวอักษรให้ภาพไม่ชัดเจนเท่ากับการทำเป็นภาพ info graphic เช่น หากคุณอยากแนะนำให้ชาวต่างชาติรู้จักสีต่าง ๆ ในภาษาไทย ก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถ้าทำเป็น chart ภาพ และควรเพิ่มส่วนของลิงค์ที่ใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษตามที่คุณอาจเคยเห็นในบางเว็บไซต์มีคำว่า click to share this โดยต้องเริ่มจากการเข้าไปในเว็บไซต์ siegemedia ที่เป็นเว็บไซต์ในการสร้าง code ที่คุณสามารถใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ของแบรนด์คุณ และจะได้ link เป็นของ info graphic นั้นกลับมาใช้งาน เป็นการทำ off-page SEO ที่เห็นผลดีชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

2. การมีสัดส่วนน้ำหนักของเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณแบบ 7:2:1

คือ 7 ใน 10 เป็นส่วนของเนื้อหาที่คุณสร้างเอง ต้องมีประโยชน์ ให้สาระต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอยู่เสมอ อีก 2 ใน 10 คือ เนื้อหาที่คุณแชร์มาจากเว็บไซต์หรือเพจคนอื่น หรือแบรนด์อื่นที่เป็นที่นิยม และส่วนสุดท้าย คือ 1 ใน 10 เป็นส่วนที่คุณทำขึ้น เพื่อโปรโมตการขายสินค้าและบริการของบริษัทคุณโดยเฉพาะ

โดยบริษัทในไทยจะนิยมแชร์ลิงค์ หรือเนื้อหาจาก facebook Line และอินสตราแกรม มากกว่าแหล่งอื่น ฉะนั้นคุณต้องดูด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณ คือลูกค้าคนไทย หรือเป็นคนชาติใดบ้าง

การโปรโมตเว็บไซต์ของคุณผ่านการทำลิ้งค์เป็นสิ่งที่ช่วยกระจายผลงานคล้ายกับการบอกต่อ “ปากต่อปาก” ที่เราคุ้นเคยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการนำเสนอบนโลกออนไลน์ที่มีคนชมและคลิกอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ที่ให้สาระโดนใจ

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขายและผู้ชม

ซึ่งใน ปี 2019 ก็ไม่ควรมองข้ามกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลสำคัญอย่าง influencer คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังโปรโมต off-page SEO ให้คุณได้อย่างมากด้วย

SEO กับการตลาดแบบ 4C ในปี 2019

SEO กับการตลาดแบบ 4C ในปี 2019

การทำ SEO เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับการทำเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าทางออนไลน์ ซึ่งในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทางออนไลน์ มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ลดส่วนของการเชื่อมโยงลิงค์ที่คุณภาพต่ำและตัดคอนเทนต์ที่ไม่สอดคล้องกับระบบสืบค้นออกไป

SEO กับการตลาด ในปี 2019

หันมาเน้นที่การปรับโครงสร้างของเว็บไซต์ หรือส่วน Off-page และเนื้อหาให้เข้ากับอัลกอริทึ่มของ search engine อย่างยาฮู กูเกิ้ล ที่มีระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ อย่าง PANDA RANKBRAIN มาทำหน้าที่ตรวจจับหรือเทียบได้กับฝ่าย Quality Assurance นั่นเอง

ในปี 2019 นักพัฒนาเว็บไซต์และนักธุรกิจยุคใหม่ ยังต้องให้ความทวีคูณกับหลักการ 4C ที่ประกอบด้วย customer cost convenience และ communication ให้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

ในส่วนของ customer หรือลูกค้า ต้องวิจัยความต้องการและเทรนด์ของสังคมให้ฉับไวและเฉียบแหลมยิ่งขึ้น เพิ่มการบริหารส่วนของ CRM หรือCustomer Relation Management ให้มีความเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประทับใจผู้บริโภคยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในงานที่นำเสนอลูกค้าที่มีความต้องการผลงานที่เป็นอัตลักษณ์และโดดเด่น หรือ Unique อย่างสูง แน่นอนว่าลูกค้ามีความคาดหวังที่จะเห็นจาก content SEO ผ่านทางสื่อออนไลน์ในปี 2019 ด้วย

ในส่วนของ Cost นั้นจำเป็นที่ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ต้องลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบริหาร เช่น การจัดการคลังสินค้าด้วยระบบโลจิสติกส์และการมีพันธมิตรทางการค้า เพื่อเพิ่ม scale หรืออำนาจต่อรองทางธุรกิจ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปในส่วนหนึ่ง

ส่วนการจ้างทำการตลาดผ่านระบบ SEO ก็ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอยู่ เมื่อเทียบกับเม็ดเงินการลงทุนที่ต้องเสียไปกับการทำโฆษณาผ่าน platform ของยาฮู เฟสบุ้ค ยิ่งในธุรกิจขนาดเล็กหรือนักธุรกิจมือใหม่ การทำ SEO อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญและมีนัยต่อยอดขายและฐานลูกค้าในระยะยาวมากกว่าด้วย

ในด้านของความสะดวกในช่องทางการซื้อขายหรือ convenience นั้น ต้องเพิ่มการลงทุนในการสร้างแอพพลิเคชั่นออนไลน์ที่ตอบโจทย์การสืบค้นผ่านมือถือ smartphone อันเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่มักใช้เวลาคลิกหาหรือสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่มากกว่าการใช้ laptop หรือคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ การทำ SEO จึงต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบการนำเสนอที่ไม่ผิดเพี้ยน มีความง่าย และฉับไวในการใช้งาน และมี error ต่ำเมื่อมี traffic การใช้งานสูงพร้อม ๆ กัน

และในส่วนสุดท้าย คือ communication หรือการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ในปี 2019 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ต้องสร้างสารเพื่อการรับรู้และใกล้ชิดกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้นแบบตัวต่อตัวหรือ person-to-person เนื่องจากลูกค้าต้องการสินค้าและบริการที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นบุคคลพิเศษและตอบโจทย์ตามไลฟ์สไตล์ของบุคคล

SEO กับการตลาดแบบ 4C

ดังนั้นแคมเปญ หรือแนวทางโปรโมชั่นของธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดใจลูกค้าเฉพาะกลุ่มจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับแนวทางการทำ SEO กับการตลาดกลยุทธ์ 4C เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ทำธุรกิจและนักพัฒนาเว็บไซต์ในการปรับตัวอย่างมีทิศทางสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในปี 2019 มากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับ 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO ให้สำเร็จ

เคล็ดลับ 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO ให้สำเร็จ

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน จำเป็นต้องทำระบบ SEO เพื่อยกอันดับในการสืบค้นและเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้น เราจึงขอนำเสนอเคล็ดลับ 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO เพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

1. ไม่ขาดคีย์เวิร์ดที่ผ่านการคิดมาแล้ว การคิดที่ว่านี้ไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็นการวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจเรานิยมสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหรือวลีสั้น ๆ อะไรบ้าง เพื่อที่จะนำมาเลือกใส่ในบทความ SEO ในหน้าเพจอย่างเหมาะสม

2. ไม่ใส่คีย์เวิร์ดเกิน 3-5 ครั้งในแต่ละบทความ เพื่อให้โปรแกรมตรวจจับคุณภาพงาน SEO ของ search engine อย่างระบบแพนด้า PANDA แปลความหมายว่าเป็นบทความสแปมหรือเพจขยะ ที่ทำให้เสียอันดับในการสืบค้นลงไปรั้งท้าย

3. ไม่ละเลยงานโครงสร้างเว็บไซต์ SEOเพราะต้องปรับทั้งส่วน ON-page และ OFF-page ให้เหมาะสมตามเกณฑ์ของ search engine ด้วย เพื่อให้ตรวจผ่านและถูกจัดอันดับได้สูงขึ้น

4. ไม่มุ่งแต่ทำเว็บไซต์ SEO เพื่อตอบโจทย์การใช้งานคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ notebook ควรปรับให้เหมาะกับการใช้งานเคลื่อนที่อย่างมือถือ smartphone tablet และ iPad ด้วย

เคล็ดลับ ทำ SEO ให้สำเร็จ

5. ไม่หยุดเดินหน้าหรือละเลยการพัฒนาคุณภาพงาน ควรพยายามหาประเด็นที่อยู่ในความสนใจของกลุ่มเป้าหมายตามหน้าสังคมออนไลน์และคอมเม้นต์ต่าง ๆ รวมถึงการรีวิวสินค้า การถามตอบข้อสงสัยที่น่าสนใจตามหน้าสื่อ เช่น ข่าวเพิ่มการจัดเก็บภาษีอาหารเค็ม หากเราทำเว็บไซต์ SEO ด้านสุขภาพ ก็ควรเร่งสร้างบทความที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อจูงใจการเข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้น

6. ไม่เน้นความประหยัดโดยละเลยคุณภาพงาน การออกแบบเว็บไซต์ SEO การเขียนบทความ SEO และงานองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น มัลติมีเดีย ล้วนมีต้นทุนทางความคิด ไอเดีย ฝืมือและประสบการณ์ เจ้าของเว็บไซต์จึงควรพิจารณาถึงคุณภาพของงานที่ตอบโจทย์แนวคิดธุรกิจมากที่สุด ไม่ควรมองด้านราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียว

7. ไม่หยุดนิ่งชะงัก การทำเว็บไซต์ SEO ต้องเน้นความต่อเนื่องในการอัพโหลดข้อมูลใหม่ ๆ ลงในระบบ search engine เพื่อให้อัลกอริทึ่มประมวลผลได้ในลักษณะ real-time ดังนั้น การหยุดนิ่งทำเพียง 1-2 เดือนแล้วหยุด จะไม่สามารถหวังผลการเพิ่มอันดับสืบค้นเว็บไซต์ได้

8. ไม่ปล่อยให้ SEO เป็นเรื่องของพนักงานหรือบริษัทที่ว่าจ้างฝ่ายเดียว นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จล้วนไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ เพื่อทำความเข้าใจและมองเห็นข้อดี ข้อด้อยและร่วมแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ทั้งยังสามารถสร้างกำลังใจให้กับทีมงาน ให้มุ่งมั่นพัฒนาเว็บไซต์ไปในแนวทางเดียวกันด้วย

ทำ SEO ให้สำเร็จ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ เคล็ดลับทั้ง 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านในการนำไปปรับประยุกต์กับการทำธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตต่อไป

จะทำ SEO ต้องดูพฤติกรรมผู้บริโภค

จะทำ SEO ต้องดูพฤติกรรมผู้บริโภค

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน เนื่องจากกระแสการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นทั่วโลก สินค้าประเภทเดียวกันล้วนมีผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหลายเจ้า ทั้งแบบออฟไลน์และออน์ไลน์ให้ลูกค้าเลือกได้ การทำ SEO จึงสำคัญในการทำให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจเลือกใช้บริการหรือสินค้าของบริษัทใดอย่างยิ่ง ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ว่า แบรนด์รอยัลลิตี้ (Brand Royality) หรือความยึดติดในแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ลดน้อยลงในระยะหลัง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่ม มิลเลเนียม (Millennial) มีความแตกต่างจากยุคเบบี้บูม เจนเอ็กซ์ และเจนวาย กล่าวคือปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายสนใจที่จะศึกษาข้อมูลใหม่ ๆ จากแหล่งต่าง ๆ ก่อนซื้อสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายละเอียดของสินค้า ภาพรวมของสรรพคุณและประโยชน์ที่คุ้มค่า การรีวิวข้อดีข้อเสียเหล่านี้จึงต้องบรรจุใน content SEO อย่างขาดไม่ได้ ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมถึงการแนะนำบอกต่อในสังคมออนไลน์ อย่าง พันทิพดอทคอม ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว

การทำ SEO จึงเป็นการเปิดประตูบ้านให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้ามาพบปะหรือเที่ยวชมภายในเว็บไซต์ ว่ามีสิ่งใดที่ตรงใจหรือตอบสนองความต้องการของลูกค้าบ้าง หากเว็บไซต์ใดทำ SEO ที่มีคุณภาพ ก็จะมีเนื้อหาหรือ content ที่เป็นจุดสำคัญที่ให้ข้อมูลที่เป็นกลางในประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้าต้องการซื้อวิตามินสำหรับให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้คุณพ่อคุณแม่ ก็มักจะ search ในกูเกิ้ล ยาฮู ด้วยคำว่า “วิตามิน” “ผู้สูงอายุ” ซึ่งแน่นอนว่าจะพบเว็บไซต์มากมายปรากฎบนจอในหน้า 1 2 3 ไล่ไปเรื่อย ๆ หากเราทำ SEO ที่มีเนื้อความครอบคลุม ทั้งด้านคุณประโยชน์หรือความสำคัญในการต้องใส่ใจสุขภาพผู้สูงวัย และเชื่อมโยงสู่วิตามินที่เหมาะสมกับโรคประจำตัวต่าง ๆ รวมถึงเพิ่มเนื้อหาด้านการออกกำลังกายเสริมสุขภาพ ก็จะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าการทำ SEO

การทำ SEO จึงไม่ใช่เพียงการเน้นที่ปริมาณของคีย์เวิร์ดในบทความเท่านั้น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การแชร์บอกต่อและการดูข้อมูลในเว็บไซต์ซ้ำ ๆ ทั้งจากลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ ๆ สำคัญต่อการจัดอันดับให้อยู่ใน 1 – 3 หน้าแรกของการค้นหาด้วย search engine ทั้งนี้ ระบบอัลกอริทึ่ม (algorithm) ของแต่ละแหล่งค้นหา จะเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถ lock ผลการสืบค้นได้ การทำ SEO ที่มีคุณภาพจึงทำให้เพิ่มอำนาจการแข่งขันทางการตลาดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจน้องใหม่ไฟแรงที่ทำสินค้าและบริการที่มีคุณภาพออกมาแข่งขันในท้องตลาดมากขึ้นในปัจจุบัน การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลก่อนซื้อสินค้าหรือใช้บริการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อวางแผนการทำ SEO จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำให้ธุรกิจอยู่รอด รวมถึงสามารถต่อยอดและก้าวนำคู่แข่งทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าการทำ SEO