5 วิธีทำ SEO อย่างไรให้ปัง ติดอันดับการค้นหาใน Google

5 วิธีทำ SEO อย่างไรให้ปัง ติดอันดับการค้นหาใน Google

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำเว็บไซต์ให้เหมาะสมต่อการทำงานของ Search engines เพื่อให้ผลการค้นหาติดอันดับต้น ๆ และเพิ่มการเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่ง Google เป็น Search engine เพื่อการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย การทำ SEO ให้สอดคล้องกับหลักและคำแนะนำของ Google จึงเพิ่มโอกาสให้มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น โดยเราได้รวบรวม 5 วิธีในการทำ SEO ที่จะช่วยให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีขึ้นมาฝากกัน อย่ารอช้า มาเริ่มดูไปพร้อมกัน ดังนี้

1.สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและเพิ่มความน่าสนใจด้วยสื่อที่หลากหลาย
เนื้อหาที่มีคุณภาพประกอบไปด้วยหลายปัจจัย เช่น เป็นข้อมูลเชิงลึกมีความน่าเชื่อถือ มีความยาวที่พอเหมาะ 500 คำขึ้นไป ใช้คีย์เวิร์ดได้เหมาะสม และมีภาพประกอบหรือสื่ออื่น ๆ ที่ช่วยดึงดูดให้ผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้นนานขึ้น โดยระยะเวลาการใช้งานในหน้าเว็บไซต์นี้ก็มีผลต่อการวิเคราะห์การจัดอันดับของ Google ด้วย

2.จัดการเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการเข้าถึง
เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างตรงจุด Google จึงสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Algorithm เพื่อประมวลผลและจัดอันดับผลการค้นหาได้มากที่สุด ซึ่งนอกจากเนื้อหาที่มีคุณภาพแล้ว การจัดการบนหน้าเว็บไซต์ซึ่งเอื้อต่อการใช้งานก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้รักษาอันดับที่ดีไว้ โดยมีหลายส่วนที่ควรให้ความสำคัญ เช่น มีแพลตฟอร์มที่สะอาด อ่านง่าย ใช้งานสะดวกรวดเร็ว มีการแบ่งหมวดหมู่ของเนื้อหา และมีลิงก์เชื่อมโยงไปยังหน้าอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

3.ใช้คีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาบ่อย
การสร้างคอนเทนต์ที่ประกอบด้วยคีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาบ่อย ก็เพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องการ โดยมีโปรแกรมมากมายที่เป็นตัวช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ดในการทำ SEO เช่น Google Keyword Planner, Google Trends และ Answer the Public เป็นต้น โดยโปรแกรมข้างต้นสามารถใช้งานได้ฟรี แต่บางโปรแกรมก็ฟรีแต่มีข้อจำกัด ซึ่งหากทดลองใช้แล้วยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด ก็มีโปรแกรมอื่น ๆ ที่คิดค่าบริการแต่สามารถใช้หาคีย์เวิร์ดและมีฟังก์ชันอื่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำ SEO มากขึ้น เช่น SEMruch, Ahrefs และ Moz Keyword Explorer เป็นต้น

4.ใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสม
การใส่คีย์เวิร์ดในเนื้อหามีส่วนสำคัญต่อการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบ Algorithm ของ Google ซึ่งการใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสมก็จะช่วยให้ติดอันดับผลการค้นหาได้ไวขึ้น โดยส่วนที่ควรใส่คีย์เวิร์ดมีหลากหลายตำแหน่ง อย่างเช่น หัวข้อเรื่อง, Meta description หรือส่วนที่อธิบายเนื้อหาและคีย์เวิร์ด ซึ่งจะช่วยให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลของ Google เข้าใจข้อมูลภายในเว็บไซต์มากขึ้น อย่างเช่น ถ้าหากพลาดชมการแข่งขันฟุตบอลคู่สำคัญของเมื่อคืนไป ก็เลือกใช้ “ผลบอลย้อนหลัง” ให้เป็นคีย์เวิร์ดในการค้นหาได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่คีย์เวิร์ดใน URL หรือที่อยู่ของเว็บไซต์, ในเนื้อหาย่อหน้าแรก, หัวเรื่องรอง และใส่ควรใส่คีย์เวิร์ดกระจายในเนื้อหาให้มีความถี่เหมาะสม เป็นต้น

5.ใช้ระบบวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาที่ดีกว่า
การวัดผลของข้อมูลบนเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดในการพัฒนาที่ดีกว่า โดยมีหลากหลายโปรแกรมที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Google Analytics, NetInsight และ WebTrends เป็นต้น โดยข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ก็จะช่วยให้สามารถปรับปรุงเนื้อหาหรือฟีเจอร์บนเว็บไซต์เพื่อให้ตอบโจทย์ algorithm ของ Google ได้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในด้านของความน่าเชื่อถือ ยอดขายและผลกำไร

SEO คืออะไร เพราะเหตุใดธุรกิจต้องมีและไม่ควรมองข้าม

SEO คืออะไร เพราะเหตุใดธุรกิจต้องมีและไม่ควรมองข้าม

สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกยุคทุกสมัย ในแต่ละยุคก็มีสิ่งที่ต้องสนใจและพัฒนาแตกต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนนิยมใช้การสื่อสารบนโลกออนไลน์กัน 24 ชั่วโมง ผู้ทำธุรกิจจะละเลยการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางโลกออนไลน์ไม่ได้ เครื่องมือหนึ่งที่ธุรกิจต้องมีและสำคัญเป็นอย่างมากคือการทำ SEO บนหน้าเว็บไซต์ของตัวเอง

วันนี้เราจะมาแจกแจงให้เห็นว่าเพราะอะไร SEO จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

1.เครื่องมือสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบันคือ การค้นหาสิ่งที่สนใจหรือต้องการผ่าน Google Search ซึ่ง SEO (Search Engine Optimization) คือการทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจทะยานขึ้นไปสู่หน้าแรกของผลการค้นหาใน Google ด้วยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ หรือคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมใช้กัน ความหมายคือหากหน้าเว็บไซต์ของคุณมีข้อมูลหรือเนื้อหาที่ตรงกับคำค้นหา ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกพบเจอและมีโอกาสถูกคลิกเข้าไปชมมากขึ้นอย่างมาก

2.ประเด็นสำคัญของการทำ SEO คือคีย์เวิร์ด ที่มองว่าจะมีการใช้ในคำค้นหน้าบนหน้า Google มากที่สุด ความยากของเรื่องนี้คือหากคีย์เวิร์ดที่ใช้บนหน้าเว็บไซต์ของเราเป็นคำที่ธุรกิจอื่นโดยเฉพาะคู่แข่งก็ใช้เหมือน ๆ กัน หมายความว่าโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอก็ยากขึ้นอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นก่อนทำ SEO จึงต้องวางแผนว่าเว็บไซต์ของเราควรใช้คีย์เวิร์ดใดที่คิดว่ากลุ่มเป้าหมายจะใช้ในการค้นหา โดยอาจใช้เครื่องมือ Google Keyword Planner ช่วยได้

3.เนื้อหาหรือข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO เนื่องจากระบบการค้นหาจะมีการตรวจสอบทั้งปริมาณและตำแหน่งที่คีย์เวิร์ดปรากฏอยู่ ดังนั้นการทำให้หน้าเว็บไซต์ติดลำดับต้น ๆ ของการค้นหา ธุรกิจจะมีโอกาสได้กลุ่มเป้าหมายจากการคลิกเข้าไปชมมากขึ้น หมายความว่าการทำ Content Marketing บนหน้าเว็บมีส่วนสำคัญต่อธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือเคล็ดลับในการเลือกใช้สินค้าหรือบริการของธุรกิจ ล้วนมีส่วนช่วยให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นเจอได้ง่ายขึ้น

4.ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ก็สำคัญต่อการทำ SEO เช่นกัน บทความที่มีคุณภาพบนหน้าเว็บไซต์ของธุรกิจมีส่วนช่วยดึงดูดให้มีการแชร์ข้อมูลต่อ ๆ กันไปบน Social Network ย่อมเป็นโอกาสที่เว็บไซต์เป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้น

5.การตรวจสอบ SEO ของเว็บไซต์เป็นประจำ ทำให้ธุรกิจสามารถทราบสถิติของการค้นหาและนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงการทำ SEO ให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับของการค้นหาได้

กล่าวโดยสรุปคือ SEO คือเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญของธุรกิจในยุคดิจิทัลที่จะช่วยทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จัก ถูกค้นหาและติดตาม ซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจออนไลน์สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้มากกว่าคู่แข่งหรือธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไรกับธุรกิจ Startup ในปัจจุบัน เรามีคำตอบ

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไรกับธุรกิจ Startup ในปัจจุบัน เรามีคำตอบ

สำหรับธุรกิจที่กำลังมาแรงในยุคนี้คงหนีไม่พ้นธุรกิจประเภท Startup ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในบ้านเราอย่างล้นหลามในช่วงหลายปีมานี้ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุน้อย ๆ มีผู้ร่วมก่อตั้งและดำเนินงานเพียงไม่กี่คน แต่กลับทำกำไรได้อย่างมหาศาล แม้ว่าในต่างประเทศธุรกิจประเภทนี้มีมานานแล้ว บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน อย่าง Facebook, Google, Apple ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็น Startup เล็ก ๆ กันทั้งนั้น แต่ถึงอย่างนั้นการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและสื่อโซเชียงมีเดียต่าง ๆ ทำให้ธุรกิจ Startup บูมขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แถมยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วจน Startup บางเจ้าสามารถเติบโตจนกลายเป็นบริษัทใหญ่ภายในระยะเวลาไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่บรรดาธุรกิจ Startup ใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคในโลกออนไลน์ก็คือ การทำ SEO บนเสิร์ชเอนจิ้นนั่นเอง ดังนั้น วันนี้เราจึงจะไปทำความรู้จักกับข้อดีของการทำ SEO ในธุรกิจ Startup กัน

สำหรับ คนที่ยังไม่รู้จักคำว่า SEO ก็อธิบายแบบง่าย ๆ ว่า SEO (Search Engine Optimization) คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับหน้าแรก ๆ ในการค้นหาบนแพลตฟอร์มเสิร์ชเอนจินต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น Google โดยใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่มีการใช้ค้นหาบ่อย ๆ เพื่อให้ระบบ “อัลกอริทึม” (Algorithm) ของ Google จัดลำดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่ลำดับแรก ๆ ในหน้าแสดงผลการค้นหาด้วยคำนั้น ๆ ซึ่งการทำ SEO นี้มีข้อดีกับ Startup ได้แก่

1) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
เนื่องจากการทำ SEO หัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการในธุรกิจของเรา ดังนั้น หากเราทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพ เว็บไซต์ของเราก็จะอยู่ในลำดับแรก ๆ เมื่อมีผู้ค้นหาใน Google ด้วย คำ หรือ คีย์เวิร์ด ที่ตรงกับของเรา ทำให้คนที่มีโอกาสเห็นเว็บไซต์ของเรามากที่สุดก็คือคนที่สนใจในสินค้าและบริการนั้น ๆ อยู่แล้วนั่นเอง

2) SEO สามารถรักษาอันดับบนหน้าการค้นหาได้ยาวนาน
หากเราทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับแรก ๆ ที่จะแสดงบนหน้าการค้นหาด้วยคำนั้น ๆ แล้ว ยังสามารถรักษาอันดับบนหน้าการค้นหาได้ยาวนาน ยิ่งมีผู้ใช้งานคลิกเข้าเว็บไซต์ของเรามากเท่าไหร่ SEO ที่เราทำก็จะติดอยู่ในอันดับแรก ๆ นานขึ้นเท่านั้น เพราะ Google มักจะแสดงผลการค้นหาจากคุณภาพและความน่าเชื่อถือจากจำนวนผู้ใช้งานที่คลิกเข้าไปนั่นเอง แถมการติดอันดับแรก ๆ บนหน้าค้นหาของ Google ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือในแบรนด์ของเราไปในตัวด้วย

3) ประหยัดต้นทุนในการทำธุรกิจ
แน่นอนว่าธุรกิจ Startup ย่อมมีพื้นฐานจากเงินลงทุนที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก การทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์แบรนด์ของเราลงไปได้มาก ส่วน SEO นั้นมีสองอย่างคือลงแรงศึกษาและทำเอง หรือจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในระยะยาวแล้ว ต้นทุนถูกกว่าการลงโฆษณาทางตรงแน่นอน หาก SEO ของเราติดอันดับหน้าแรก ๆ มาก ความเชื่อมั่นในแบรนด์ของเราก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

การทำ SEO ยังมีประโยชน์อีกมากมาย แม้ว่าหลายคนอาจจะบอกว่าไม่เคยมีประสบการณ์ทำ SEO มาก่อน หรือบางคนอาจจะไม่เคยรู้จัก SEO เลยก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่บรรดา Startup ควรรู้ไว้ก็คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจ Startup คือการเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การลงมือฝึกฝนและเรียนรู้ประโยชน์ของ SEO จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ Startup ด้วยเช่นกัน

แนะนำ 3 เคล็ดลับทำ SEO ง่าย ๆ ให้ติดท็อป Google สำหรับมือใหม่

แนะนำ 3 เคล็ดลับทำ SEO ง่าย ๆ ให้ติดท็อป Google สำหรับมือใหม่

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า Google เป็น Search Engine ยอดนิยมของคนทั้งโลก จากการสำรวจสถิติการใช้งานในปี 2019 พบว่ามีผู้ใช้ Google ในการค้นหาข้อมูลกว่า 3,500 ล้านครั้ง คิดแล้วเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ทุกปี ในจำนวนมีกว่า 60% ที่ใช้งาน Google Search บนโทรศัพท์ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าของแบรนด์พยายามทำให้หน้าเว็บไซต์ของตัวเองติดหน้าแรกในการค้นหาโดยการทำ Search Engine Optimize หรือ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำ SEO คือ จ้างนักการตลาดมืออาชีพมาคอยจัดการระบบและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นและอยากจะลองทำ SEO ด้วยตัวเองก่อน เราก็มี 3 วิธีทำ SEO ง่าย ๆ สำหรับมือใหม่มาแนะนำ

1.บทความที่ดี
ต้องยอมรับการจัดการด้านบทความถือว่าเป็นเรื่องแรกที่ต้องให้ความสำคัญในการทำ SEO เพราะ Google ได้มีกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็นบทความที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องประกอบไปด้วย Keyword อย่างน้อย 1 คำ และต้องปรากฏอยู่ในชื่อเรื่อง คำอธิบายบทความแบบย่อ (Meta Description) ย่อหน้าแรกของบทความ และรวมกันทั้งบทความต้องไม่เกิน 2.5% ส่วนความยาวบทความต้องมีความยาวตั้งแต่ 300 คำ เว้นระยะให้อ่านง่าย และแสดงจุดแตกต่าง อย่างตัวหนาหรือบุลเลทต์ นอกจากนั้นควรใส่ลิงก์เชื่อมโยงไปยังหน้าอื่น ๆ ของเว็บไซต์ รูปภาพ ลิงก์วิดีโอ ไฟล์เสียงลงไปด้วย เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานให้ใช้เวลากับเว็บไซต์ของเรามากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดคือคุณภาพ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ชม เพราะฉะนั้นจึงต้องใส่ใจในเนื้อหาของบทความด้วย

2.คำค้น หรือ Keyword
สำหรับคำค้นหรือ Keyword นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การค้นหาเว็บไซต์ง่ายขึ้น เพราะผู้ใช้งานจะใช้คำค้นในการค้นหาสิ่งที่ตัวเองสนใจ ดังนั้นจึงต้องเลือกคำค้นที่เหมาะสมและได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป โดยแนะนำให้เลือก Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย และเป็น Keyword ที่คนใช้ค้นหาเป็นจำนวนมาก ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ หาจากช่อง main keyword และ idea keyword ที่ Google แนะนำ

3.เว็บไซต์ควรมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ
แน่นอนว่าถ้าอยากให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลาคือ อัปเดตเว็บไซต์ด้วยบทความอย่างน้อย 6 เดือนต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มการเคลื่อนไหวให้เว็บไซต์แล้ว ยังเป็นการเรียกคะแนนจาก Google ให้กับเว็บไซต์ของตัวเองอีกด้วย ทั้งในส่วนของความน่าเชื่อถือ จำนวนคนที่คลิกเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มโอกาสในการแชร์บน Social media มากขึ้น

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับเคล็ดลับดี ๆ ในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดท็อปหน้าแรกของ Google ที่เรานำมาฝากในวันนี้ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการทำ SEO นั้นไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถของคนที่มีความพยายาม ขอแค่ศึกษาหาความรู้และปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพียงเท่านี้ก็ทำให้เว็บไซต์อยู่อันดับต้น ๆ หรือหน้าแรกของผลการค้นหาได้ไม่ยาก

จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังเลือกบริษัททำ SEO มืออาชีพ

จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังเลือกบริษัททำ SEO มืออาชีพ

ปัจจุบันมีบริษัทรับจ้างทำ SEO ออนไลน์มากมายให้คุณเลือก หากคุณไม่ต้องการเสียเวลาทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วยตัวเอง เพื่อเอาเวลาที่มีค่าไปทำงานที่ถนัดกว่า คือ พัฒนาสินค้าของคุณให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค คุณก็จำเป็นต้องเลือกบริษัทที่มีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเราได้รวบรวมจุดที่ควรสังเกตเพื่อเลือกบริษัททำ SEO ที่ดีที่สุด ดังนี้

1.ทะเบียนการค้า
ควรเลือกจ้างงานบริษัทรับทำ SEO ที่มีทะเบียนการค้าถูกต้อง ออกใบเสร็จค่าใช้จ่ายได้ในรูปแบบบริษัท โดยมีหมายเลขกำกับภาษีชัดเจน แสดงถึงความตั้งใจในการทำงานและรักษาชื่อเสียงของตัวเอง ลดโอกาสเจอผู้รับจ้างที่ทิ้งงานจนต้องฟ้องร้องในภายหลังได้ อย่างไรก็ตามมีบุคคลรับงานแบบฟรีแลนซ์ที่มีฝีมือและทำงาน SEO ด้วยความตั้งใจจริง แต่ต้องพิจารณาให้ดีด้วยเช่นกัน

2.มีผลรีวิวความประทับใจ
การรีวิวความประทับใจจากลูกค้าบริษัทต่าง ๆ นอกจากดูจากเว็บบอร์ดของเว็บไซต์บริการที่เปิดให้ดูเป็นสาธารณะแล้ว คุณสามารถหาอ่านได้จากห้องสนทนาในสื่อโซเชียล เช่น pantip หรือ facebook โดยการทดลองพิมพ์ชื่อบริษัทลงไป คุณอาจจะพบผลการรีวิวทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่ต้องเอามาประเมินกลั่นกรองข้อเท็จจริงอีกครั้งด้วย

3.ประสบการณ์บริการลูกค้า
หากบริษัทนั้นมีลูกค้าเป็นเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าและบริการชั้นนำมาอย่างต่อเนื่อง ก็แสดงถึงความสามารถของทีมงานที่ต้องเคยแก้ปัญหากับการทำ SEO มาอย่างหลากหลาย ทั้งด้านเทคนิคการใช้คีย์เวิร์ด การปรับโครงสร้าง การผลิตเนื้อหา SEO การทำ Backlink ฯลฯ และหากลูกค้าเก่าเป็นประเภทธุรกิจคล้ายกับที่คุณทำอยู่ ก็จะยิ่งการันตีได้ว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำ SEO ก็จะยิ่งสูงขึ้นมาก

4.มีขั้นตอนการทำงานที่ดี
หากคุณเลือกบริษัทที่มีลำดับการทำงานชัดเจน เช่น ให้คุณแจ้ง keyword สำหรับการทำ SEO ก่อน เพื่อให้บริษัทนำไปวิเคราะห์ทางสถิติแล้วค่อยทำใบเสนอราคา และหลังการทำสัญญาจะมีการทำรายงานผลการเปลี่ยนแปลงอันดับให้ดูทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน และยังมีการรักษาอันดับต่อเนื่องแม้จะหมดสัญญาไปแล้ว 3 ถึง 6 เดือน หากเป็นเช่นนี้ คุณก็สามารถมั่นใจได้ว่ากำลังคุยงานกับบริษัทที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

5.การันตีเงินคืน
แม้ว่าระบบ algorithm ของ Google จะมีความซับซ้อนจนไม่สามารถมีใครผูกขาดอันดับ 1 ได้ แต่การทำ SEO สม่ำเสมอจะช่วยให้คุณอยู่ในอันดับ Top 10 หรือ Top 5 และ Top 3 ได้ บริษัทรับทำ SEO ที่มีฝีมือ จะการันตีว่าหากไม่สามารถทำอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว จะคืนเงินแก่เจ้าของเว็บไซต์ 100% ซึ่งแสดงถึงความมั่นใจในประสบการณ์ทำ SEO ของทีม

จะเห็นได้ว่า มีหลายประเด็นที่คุณควรพิจารณาเพื่ือเพิ่มความมั่นใจในการเลือกจ้างบริษัททำ SEO เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการจ้างทำ SEO ทั้งในด้านของยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้แบรนด์ติดตลาดอย่างรวดเร็ว

ก่อนจ้างบริษัททำ SEO ให้เว็บไซต์ คุณควรมีข้อมูลอะไรบ้าง ?

ก่อนจ้างบริษัททำ SEO ให้เว็บไซต์

การทำ SEO ให้เว็บไซต์ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับธุรกิจออนไลน์ในยุคปัจจุบัน แม้จะทำ SEO เองได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้และทำให้ขาดโอกาสในการบริหารจัดการส่วนอื่น ซึ่งในปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย คือ บริษัทรับจ้างทำ SEO ให้เว็บไซต์ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด แต่ก่อนที่คุณจะจ้างบริษัททำ SEO ให้เว็บไซต์ ควรจะดูข้อมูลดังต่อไปนี้

  1. เลือกบริษัทที่สืบค้นเจออันดับบน ๆ ใน Google

หากจะจ้างบริษัทที่มั่นใจได้ว่าสามารถทำ SEO ได้เห็นผลจริง ก็ต้องดูที่ผลลัพธ์การทำ SEO ให้เว็บไซต์ตัวเอง ต้องหาพบได้ง่ายใน Google ไม่ควรเลือกบริษัทที่อยู่อันดับล่าง ๆ เพราะเสี่ยงต่อการได้ผลงานที่คุณภาพต่ำ หรือถูกทิ้งงานกลางคันได้

  1. เลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูง

ประสบการณ์และความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละบริษัท มีผลมากต่อผลงานจ้างทำ SEO ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่เปิดมานาน 5-7 ปีขึ้นไป ก็จะยิ่งดี เพราะแสดงถึงความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและบริหารจัดการทำ SEO ได้อย่างดี สามารถพัฒนาให้เข้ากับเกณฑ์ของ Google ที่ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ

  1. ศึกษาผลการรีวิวของลูกค้าเก่า

การแนะนำบอกต่อกันหรือเตือนภัยทางโซเชียล มีผลดีอย่างมากที่ควรศึกษาก่อนจ้างทำ SEO โดยสามารถศึกษาการรีวิวบริษัทที่รับจ้างทำ SEO ตามห้องสนทนาในเว็บไซต์ต่าง ๆ พิจารณาว่าแต่ละบริษัทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ดูประวัติการจ้างงานย้อนหลังของแต่ละบริษัท ว่ามีลูกค้าที่ผ่านมาเป็นองค์กรหรือเว็บไซต์ใดบ้าง ราคาค่าใช้จ่ายเหมาะสมหรือไม่ การันตีผลลัพธ์ที่เป็นไปได้หรือไม่ ฯลฯ เพื่อให้ประเมินได้ดีขึ้นว่าบริษัทใดมีความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณได้มากกว่า

  1. ความเหมาะสมของระยะสัญญา

การทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาเห็นผล 3-6 เดือน การจ้างงานจึงควรมีระยะสัญญา 6-12 เดือนขึ้นไป ซึ่งแต่ละบริษัทรับทำ SEO ก็มีเงื่อนไขต่างกันไป เช่น ต่อสัญญาเพิ่มได้ขั้นต่ำแบบรายเดือน หรือ ถ้าต้องการแจ้งยกเลิกสัญญาต้องแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน เป็นต้น

  1. ผู้จ้างตรวจสอบอันดับได้อย่างโปร่งใส

ควรสอบถามก่อนจ้างงานว่า จะตรวจสอบผลการทำ SEO ได้ด้วยวิธีใดบ้าง ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีเว็บไซต์ที่ผู้จ้างทำ SEO สามารถตรวจสอบอันดับได้ตลอดเวลา เช่น keyword.com และควรตรวจคู่กับผลรายงานประจำวันและเดือนจากบริษัทด้วย เพื่อดูความสอดคล้องกัน

สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนการจ้างบริษัททำ SEO มีอยู่หลายอย่าง ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หากเลือกบริษัทที่ไม่มีประสบการณ์ การบริหารจัดการไม่โปร่งใส มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ฯลฯ จะทำให้คุณเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และพลาดโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจกับคู่แข่งรายอื่น ทำให้กระทบต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวด้วย

คีย์เวิร์ดในชื่อโดเมน มีผลต่ออันดับน้อยลง

ชื่อโดเมน มีความสำคัญต่อ SEO น้อยลง

การทำ SEO ที่มีโดเมนเป็นชื่อตรงกับคีย์เวิร์ดจะช่วยในเรื่องการทำ SEO ได้น้อยลงหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนสงสัย เช่น หากคุณต้องการเข้าเว็บไซต์เพื่อช้อปปิ้ง Lazada คุณก็ต้องพิมพ์ คำว่า Lazada.co.th หรือคุณต้องการเข้าเว็บไซต์ Facebook คุณก็ต้องพิมพ์ Facebook.com เข้าไป หรือคุณต้องการเข้าเว็บไซต์ Google คุณก็ต้องพิมพ์เข้าไปในเว็บบราวเซอร์ ทั้งหมดนี้คือชื่อโดเมนและถ้าเมื่อไหร่ที่คุณกด Enter ก็จะเข้าสู่เว็บไซต์โดยตรง ซึ่งคีย์เวิร์ดในชื่อโดเมนนั้นกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว

SEO เน้นเนื้อหาในเว็บไซต์

ถึงแม้ว่าชื่อโดเมนสามารถเป็นภาษาอะไรก็ได้หรือจะเป็นภาษาไทย เช่น เรียนทำอาหาร123.com ชื่อโดเมนนี้ ถ้าคุณได้พิมพ์เข้าไปก็จะทำให้เว็บบราวเซอร์หรือ Google Chrome ได้ทำการแปลงจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสติดอันดับเพราะมีคีย์เวิร์ดในชื่อโดเมน เนื่องจากการทำ SEO นั้น Google จะดูหรืออ่านข้อมูลจากเนื้อหาเป็นหลัก ถ้าคำในเว็บไซต์ไหนดี Google จะดึงขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้น จึงให้เน้นการทำเนื้อหาที่มีคุณภาพจะดีกว่าเพราะมีโอกาสติดอันดับได้มากกว่า

มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีต

การทำ SEO ในสมัยก่อนประมาณ 10 ปีที่แล้ว คนที่จดชื่อโดเมนด้วยคีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาใน Google จะง่ายกว่า เช่น พิมพ์ เรียนทำอาหาร.com เพียงเท่านี้ก็มีโอกาสที่จะติดอันดับต้น ๆ ขึ้นมาแล้วเนื่องจากในช่วงนั้น อัลกอริทึม (Algorithm) หรือ AI ของ Google ไม่ทันสมัยเท่าทุกวันนี้ที่ได้มีการเปลี่ยนไปแล้ว ระบบจะคำนวณจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน แน่นอนว่า คุณสามารถจดโดเมนชื่ออะไรก็ได้ แต่ทำอันดับคีย์ บ้านผลบอล ได้เช่นกัน ขอแค่ภายในเว็บถูกใจผู้ใช้งาน เพื่อการจัดลำดับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาตรงกับความต้องการของผู้ค้นหามากที่สุดในคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ดังนั้น เว็บไซต์ที่ติดอันดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมีคีย์เวิร์ดในชื่อโดเมนเลยก็ได้ แต่คีย์เวิร์ดควรจะไปอยู่ในชื่อของหน้าเว็บเพจแทน ดังนั้นให้เน้นไปที่ Title Tag ของแต่ละหน้าเว็บเพจจะได้ผลกว่า

การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ

การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทำ SEO ซึ่งเป็นสถิติที่เกิดจากการสังเกตว่า เมื่อมีการค้นหาข้อมูลผ่าน Google แล้ว มีผลการค้นหาเป็นอย่างไร อันดับท็อป 10 ในหน้าแรกนั้นมีลักษณะอย่างไรบ้าง ถือว่าเป็นการวิเคราะห์ในสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องหรือเป็นปัจจัยในการค้นหา ซึ่งจะดีกว่าการใช้คีย์เวิร์ดในชื่อโดเมนที่มีผลต่อการจัดอันดับน้อยมาก เพราะปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญทราบดีว่า เนื้อหาของเว็บไซต์นั้นเป็นกุญแจสำคัญ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า Google อยากได้เนื้อหาที่ดีหรือตรงใจผู้อ่านนั่นเอง

การทำ SEO นั้นไม่มีใครรู้อย่างแท้จริงว่า Google คิดอย่างไรในการจัดอันดับ เพราะถ้ามีคนรู้ ก็คงไม่พลาดในการทำเว็บไซต์ขึ้นอันดับหนึ่ง ระบบอัลกอริทึมจึงเสมือนเป็นกฎเหล็กของ Google ที่เป็นความลับไม่สามารถเผยแพร่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ควรเรียนรู้เหตุผลในการทำ SEO ดังกล่าวข้างต้น เพราะว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคุณไม่มากก็น้อย

5 เว็บไซต์ SEO Keywords Search รองรับภาษาไทย ฟรี!

5 เว็บไซต์ SEO Keywords Search รองรับภาษาไทย ฟรี!

Keyword เป็นคำที่นักการตลาดออนไลน์คุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นคำที่มีความสำคัญที่จะช่วยให้การทำเว็บไซต์ประสบความสำเร็จ โดย Keyword หมายถึง คำสำคัญต่าง ๆ ที่มีจำนวนผู้ค้นหาใน Search Engine, Market Place และ Social media ได้แก่ Bing, Google, Yahoo, Amazon, Facebook และ Instagram เป็นต้น

SEO หรือ Search engine optimization เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นเว็บไซต์บน Search Engine, Market Place และ Social media ได้ในอันดับแรก ๆ โดยการทำ SEO ที่ดีจะต้องมีการใช้ Keyword ที่เหมาะสม คือเป็นคำที่มีจำนวนผู้ค้นหาเยอะและมีคู่แข่งน้อย ซึ่งเราสามารถหา Keyword เหล่านั้นได้จากเครื่องมือ Keyword Search ต่าง ๆ

ในปัจจุบันมีเว็บไซต์ Keyword Search มากมายที่ให้บริการทั้งฟรีและเสียค่าใช้จ่าย แต่สำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดงบ หรือเพิ่งเริ่มหัดทำ SEO ก็มีเว็บไซต์ Keyword Search ที่ให้บริการฟรี ดังนี้

Google Trends เป็น Keyword Search ที่ใช้งานง่ายและยังบอกถึงข้อมูลที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งเราสามารถนำไปปรับใช้ได้ นอกจากนี้การหา Keyword บน Google Trends ยังบอกถึงความนิยมของคีย์เวิร์ดแยกตามภูมิภาคต่าง ๆ และที่สำคัญ คือ รองรับการค้นหาในภาษาไทย แต่มีข้อเสีย คือ ไม่ได้บอกจำนวนของอันดับการค้นหาแบบเฉพาะเจาะจง

Keyword Tool เป็นเว็บไซต์ที่ไม่เพียงช่วยหาคีย์เวิร์ดที่น่าสนใจ แต่ยังแนะนำคีย์เวิร์ดใกล้เคียงที่น่าสนใจเพื่อนำไปใช้ในการทำ SEO เพิ่มเติมด้วย รวมถึงความพิเศษของ Keyword tool ยังมีฟังก์ชันสำหรับการหาคีย์เวิร์ดเพื่อใน Amazon, Youtube, Instagram, Playstore, Twitter, Bing ฯลฯ แยกต่างหากเพื่อเกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการนำ Keyword ไปใช้ เหมาะสำหรับผู้ที่ทำเว็บไซต์และ Marketplace

Keysearch หนึ่งใน Keyword search ที่มีให้บริการฟรี และหากต้องการใช้ฟังก์ชันด้านอื่น ๆ เพิ่มก็มีค่าใช้จ่ายรายเดือนหลักร้อย รองรับการใช้งานในภาษาไทย ให้ค่าปริมาณคำค้นหาใกล้เคียงกับ Keyword Planner ของ Google นอกจากนี้ยังบอกอันดับของเว็บไซต์คู่แข่งที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน รวมถึงใช้ในการเช็ค Backlinks เว็บไซต์คู่แข่งได้

KW finder หนึ่งในผู้ให้บริการ Keyword research ที่มีฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รองรับหลายภาษาและสามารถบอกความนิยม หรือปริมาณการค้นหาตามจริงในแต่ละพื้นที่ เหมาะสำหรับใช้ทำการตลาดให้กับร้านค้าออนไลน์เป็นอย่างมาก แม้ว่าจะกำหนดจำนวนที่ใช้งานฟรีเพียง 10 วัน แต่ก็เพียงพอสำหรับการหาคีย์เวิร์ดเอาไว้ใช้ในการทำ SEO ได้

Ubersuggest หนึ่งใน Keyword search ที่ได้รับความนิยมมาก สามารถค้นหาคีย์เวิร์ดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แนะนำคีย์เวิร์ดใกล้เคียงที่น่าสนใจและบอกอันดับเว็บไซต์คู่แข่ง รวมถึงบอก Backlink ของคู่แข่ง แนะนำหัวข้อบทความที่น่าสนใจและสอนวิธีการทำ SEO โดยเครื่องมือนี้ใช้งานง่าย แม้เป็นผู้เริ่มต้น

Keyword search ทั้ง 5 เว็บไซต์มีวิธีการใช้งานในส่วนของการแนะนำปริมาณการค้นหาที่คล้ายกัน ต่างกันตรงที่ฟังก์ชันเสริมที่แต่ละเว็บไซต์ออกแบบมาเพื่อใช้ในงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มหัดทำ SEO จึงควรทดลองใช้ทั้ง 5 เว็บไซต์ เพื่อหาเครื่องมือที่ตอบโจทย์การใช้งานของตัวเองมากที่สุด

ทำ SEO แบบไหนไม่ประสบความสำเร็จ

ทำ SEO แบบไหนไม่ประสบความสำเร็จ

การทำตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนดไว้ เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจรายละเอียดหลายอย่าง และต้องมีความสม่ำเสมอในการทำ เพราะจะมีการจัดอันดับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงด้วยระบบ algorithm

ทั้งนี้ การทำเว็บไซต์ SEO ที่ดี ก็มีผู้แนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางอยู่หลากหลายวิธี ในบทความนี้ เราจึงขอนำเสนอว่าการทำ SEO แบบใดบ้าง ที่จะไม่เป็นผลสำเร็จต่อธุรกิจออนไลน์ของคุณ เพื่อที่คุณจะได้หลีกเลี่ยงวิธีเหล่านี้

การทำ SEO แบบผิดๆ ไม่ประสบผลสำเร็จ

ทำบทความ SEO โดยไม่ศึกษา keyword

คำว่า keyword หมายถึง คำหรือประโยคที่ผู้คนใช้พิมพ์หาในช่อง Search ของ Google ซึ่งจะตรงกับความต้องการอยากรู้ข้อมูล อยากหาสินค้าที่ตรงใจลูกค้าอย่างรวดเร็ว และมีข้อมูลที่ดีที่สุด

หากคุณได้ลองพิมพ์ในช่อง search ของ Google และพบคำออกมา ทั้งเป็นประโยคสั้นและยาว คำเหล่านั้น คือ คำที่มีผู้สนใจสืบค้นจริง ๆ สามารถนำมาใช้เป็นประโยคในบทความได้ หรือถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็นำมาใช้ในการตั้งชื่อ URL address ได้ หากคุณไม่ศึกษาเรื่องของ keyword ให้ดีแล้ว โอกาสที่จะได้บทความที่มีแต่คนเขียนแต่ไม่มีคนอ่านก็มากขึ้น

ไม่สนใจปรับปรุงโครงสร้างของเว็บไซต์

ปัจจุบันมีหลากหลายแพลตฟอร์มหรือรูปแบบอัตโนมัติให้คุณใช้งานสร้างเว็บไซต์ได้ แต่ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องสีสัน ตัวอักษร การจัดหมวดหมู่ต่าง ๆ ที่ต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ให้กับธุรกิจของคุณด้วย และที่สำคัญ คือจะต้องใช้งานได้ง่ายกับโทรศัพท์มือถือ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ 90% จะนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่พนักงานที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะตลอดเวลา

รูปแบบของหมวดหมู่ข้อมูลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และหน้าจอโทรศัพท์มือถืออาจมีความแตกต่างกันได้ ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ใช้งานของผู้ชมเว็บไซต์มากที่สุด หากใช้งานง่ายและรวดเร็ว ก็จะดึงดูดใจให้ลูกค้ามาสั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น

การใช้คีย์เวิร์ดที่กว้างเกินไป

ในอดีตนั้น บทความ SEO ในระบบออนไลน์ยังมีน้อยการใช้ keyword กว้าง ๆ ก็อาจจะเหมาะสม แต่ในปัจจุบันนั้นมีคู่แข่งทางธุรกิจมากที่ใช้คำที่เฉพาะเจาะจงตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งเพศ เช่น ชาย หญิง ไม่ระบุเพศ, สีสัน เหลืองแดง พาสเทล ทูโทน, เนื้อผ้า ชนิดพลาสติก ฯลฯ รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ คุณต้องระบุลงในตัวสินค้าให้ชัดเจนขึ้น เพราะลูกค้าก็จะใช้คำเหล่านี้ในการสืบค้น

ถ้าคุณใช้แต่ keyword กว้าง ๆ โอกาสที่จะโดนใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายก็จะยิ่งน้อยลงไป และทำให้คุณเสียลูกค้าไปให้กับเว็บไซต์คู่แข่งที่มีการใช้ keyword ที่จำเพาะเจาะจงมากกว่า โดยเฉพาะสินค้าแนวแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์กีฬา เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าวิธีที่เรายกตัวอย่างมานั้น เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรให้เกิดขึ้นกับเว็บไซต์ของคุณหากต้องการมีอำนาจในการแข่งขันกับเว็บไซต์ธุรกิจอื่น ๆ และเคล็ดลับที่เราขอฝากไว้ทิ้งท้ายในบทความนี้ก็คือ การคำนึงถึงผู้ใช้ให้มากที่สุด จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะมีชัยชนะเหนือเว็บไซต์คู่แข่งได้

การทำ SEO แบบผิดๆ ไม่ประสบผลสำเร็จ