เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 ควรมีอะไรโดดเด่น

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 ควรมีอะไรโดดเด่น

ในปี 2019 การตลาดออนไลน์เป็นช่วงขาขึ้น กำลังคึกคักทีเดียว การทำให้เว็บไซต์ SEO ของคุณเตะตาดึงดูดใจผู้ใช้จึงมีความสำคัญมาก นอกจากที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ SEO โดยพื้นฐานทั้งส่วน on-page และ off-page แล้วยังมีอะไรอีกที่ควรต้องใส่ใจในการปรับโฉม เว็บไซต์ของคุณ เรามาดูกัน

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 มีอะไรโดดเด่น

การทำ snippet

snippet เป็นวลีหรือข้อความสั้น ๆ หรือ code เล็ก ๆ ที่จะปรากฏอยู่ในหน้าต่างการสืบค้น เป็นการทำเพื่อให้ bot วิเคราะห์และแสดงผลได้อย่างรวดเร็วเป็นระเบียบมากขึ้น ทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้น

โดยองค์ประกอบของ snippet ที่นิยมทำในปัจจุบัน ได้แก่ การใส่ title Link ที่มี keyword สำคัญ ของ Content นั้นอยู่ และ ส่วน Description หรือเนื้อหาโดยภาพรวมที่มีความยาวเพียงแค่ 80 ถึง 100 คำ สำหรับ Content ประมาณ 1 หน้า A4 เป็นต้น

การสร้างเสียงของ Content

การทำ Content SEO ที่ผ่านมา เรามักจะเน้นเรื่องของเนื้อหาและคลิปประกอบที่เป็นภาพสวยงาม แต่ในปี 2019 คุณจะเห็น Content ที่ใส่เสียงหรือซาวเอฟเฟค sound effect ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น เพราะเป็นการส่งเสริมให้ผู้ใช้งานในเว็บไซต์เข้าถึงเนื้อหาหรืออินกับข้อมูลที่กำลังนำเสนอยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในต่างประเทศจะเห็นว่าจะมีการทำเพลงบรรเลงและเพลงประกอบที่มีเนื้อหาที่สร้างความจดจำ ติดหู ติดตลาดง่าย แม้แต่เว็บไซต์ขายภาพอย่าง shutterstock ก็ยังออกแบบสไตล์เพลงประกอบเพื่อสื่อสารกับผู้ใช้งานหน้าเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ใส่ใจใน user experience

UX หรือ user experience หมายถึงการเน้นสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ของคุณ ดังที่มีผู้รับจ้างทำ UX Design มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ

(1) ส่วนของ Content SEO

วิธีการนำเสนอเนื้อหาใน Content จะต้องเน้นที่ประโยชน์ของผู้อ่านให้รู้สึกว่าไม่เสียเวลาในการคลิกเข้ามาชมข้อมูล มีเนื้อหาที่อ่านง่าย ส่วนที่เกี่ยวกับกลไกหรือข้อมูลเชิงเทคนิคก็ลงรายละเอียดได้อย่างถูกต้อง

และหากมีการเชื่อมโยงลิ้งค์อ้างอิงทั้งสู่เว็บไซต์ภายนอกของต่างประเทศหรือหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ตัวเองที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านก็จะยิ่งสร้างคุณค่าให้กับ Content ยิ่งขึ้น

(2)ส่วนของ เทคนิคเชิงคอมพิวเตอร์

ส่วนนี้เป็นสิ่งที่นักโปรแกรมเมอร์สามารถให้คำแนะนำได้ดี เช่น การ สร้าง Cache ทำให้ใช้เวลาในการดาวน์โหลดดาต้าน้อยลง การปรับขนาดพิกเซลของรูปให้เหมาะสมกับหน้าจอมือถือ เพื่อสัมพันธ์กับการใช้งานจริงของนักท่องเว็บส่วนใหญ่ ก็จะทำให้เว็บไซต์ SEO ดาวน์โหลดได้เร็วยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 ควรมีอะไร

จะเห็นได้ว่าการปรับโฉมเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 ต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ผลิตผลงานทั้ง Content และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขายและผู้ชม ปี 2019

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขายและผู้ชม ปี 2019

การเพิ่มยอดขายและจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือเพจของคุณเป็นยอดปรารถนาที่นักธุรกิจออนไลน์ล้วนต้องการ ซึ่งหนึ่งในเทคนิคที่จะทำให้ได้ในสิ่งนี้ คือการพัฒนาเว็บไซต์ของคุณในส่วนของ off-page SEO ให้มีความสมบูรณ์ และตอบโจทย์การทำงานขายออนไลน์ ในปี 2019 ให้มากที่สุด ดังนี้

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขาย

off-page SEO คืออะไร

เป็นการสร้างความเชื่อมโยงจากลิงค์เพจหรือเว็บไซต์ภายนอกมาสู่เว็บไซต์ของคุณเพื่อเพิ่มยอดผู้ชม สร้างโอกาสในการขายสินค้าและบริการ โดยมีการให้คุณค่าหรือให้เครดิตต่อกัน ส่งผลดีต่อเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีการให้สาระดี ๆ แก่ผู้อ่านอย่างสม่ำเสมอ

off-page SEO ที่ควรพัฒนาในปี 2019

แนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในส่วนของ off-page SEO ให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขายและผู้ชมเว็บไซต์ของคุณอย่างสวยงาม ในปี 2019 ที่นิยมมีดังนี้

1. การทำ info graphic พร้อม code link

หลายครั้งที่การนำเสนอบทความในรูปแบบตัวอักษรให้ภาพไม่ชัดเจนเท่ากับการทำเป็นภาพ info graphic เช่น หากคุณอยากแนะนำให้ชาวต่างชาติรู้จักสีต่าง ๆ ในภาษาไทย ก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถ้าทำเป็น chart ภาพ และควรเพิ่มส่วนของลิงค์ที่ใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษตามที่คุณอาจเคยเห็นในบางเว็บไซต์มีคำว่า click to share this โดยต้องเริ่มจากการเข้าไปในเว็บไซต์ siegemedia ที่เป็นเว็บไซต์ในการสร้าง code ที่คุณสามารถใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ของแบรนด์คุณ และจะได้ link เป็นของ info graphic นั้นกลับมาใช้งาน เป็นการทำ off-page SEO ที่เห็นผลดีชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

2. การมีสัดส่วนน้ำหนักของเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณแบบ 7:2:1

คือ 7 ใน 10 เป็นส่วนของเนื้อหาที่คุณสร้างเอง ต้องมีประโยชน์ ให้สาระต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอยู่เสมอ อีก 2 ใน 10 คือ เนื้อหาที่คุณแชร์มาจากเว็บไซต์หรือเพจคนอื่น หรือแบรนด์อื่นที่เป็นที่นิยม และส่วนสุดท้าย คือ 1 ใน 10 เป็นส่วนที่คุณทำขึ้น เพื่อโปรโมตการขายสินค้าและบริการของบริษัทคุณโดยเฉพาะ

โดยบริษัทในไทยจะนิยมแชร์ลิงค์ หรือเนื้อหาจาก facebook Line และอินสตราแกรม มากกว่าแหล่งอื่น ฉะนั้นคุณต้องดูด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณ คือลูกค้าคนไทย หรือเป็นคนชาติใดบ้าง

การโปรโมตเว็บไซต์ของคุณผ่านการทำลิ้งค์เป็นสิ่งที่ช่วยกระจายผลงานคล้ายกับการบอกต่อ “ปากต่อปาก” ที่เราคุ้นเคยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการนำเสนอบนโลกออนไลน์ที่มีคนชมและคลิกอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ที่ให้สาระโดนใจ

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขายและผู้ชม

ซึ่งใน ปี 2019 ก็ไม่ควรมองข้ามกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลสำคัญอย่าง influencer คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังโปรโมต off-page SEO ให้คุณได้อย่างมากด้วย

SEO กับการตลาดแบบ 4C ในปี 2019

SEO กับการตลาดแบบ 4C ในปี 2019

การทำ SEO เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับการทำเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าทางออนไลน์ ซึ่งในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทางออนไลน์ มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ลดส่วนของการเชื่อมโยงลิงค์ที่คุณภาพต่ำและตัดคอนเทนต์ที่ไม่สอดคล้องกับระบบสืบค้นออกไป

SEO กับการตลาด ในปี 2019

หันมาเน้นที่การปรับโครงสร้างของเว็บไซต์ หรือส่วน Off-page และเนื้อหาให้เข้ากับอัลกอริทึ่มของ search engine อย่างยาฮู กูเกิ้ล ที่มีระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ อย่าง PANDA RANKBRAIN มาทำหน้าที่ตรวจจับหรือเทียบได้กับฝ่าย Quality Assurance นั่นเอง

ในปี 2019 นักพัฒนาเว็บไซต์และนักธุรกิจยุคใหม่ ยังต้องให้ความทวีคูณกับหลักการ 4C ที่ประกอบด้วย customer cost convenience และ communication ให้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

ในส่วนของ customer หรือลูกค้า ต้องวิจัยความต้องการและเทรนด์ของสังคมให้ฉับไวและเฉียบแหลมยิ่งขึ้น เพิ่มการบริหารส่วนของ CRM หรือCustomer Relation Management ให้มีความเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประทับใจผู้บริโภคยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในงานที่นำเสนอลูกค้าที่มีความต้องการผลงานที่เป็นอัตลักษณ์และโดดเด่น หรือ Unique อย่างสูง แน่นอนว่าลูกค้ามีความคาดหวังที่จะเห็นจาก content SEO ผ่านทางสื่อออนไลน์ในปี 2019 ด้วย

ในส่วนของ Cost นั้นจำเป็นที่ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ต้องลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบริหาร เช่น การจัดการคลังสินค้าด้วยระบบโลจิสติกส์และการมีพันธมิตรทางการค้า เพื่อเพิ่ม scale หรืออำนาจต่อรองทางธุรกิจ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปในส่วนหนึ่ง

ส่วนการจ้างทำการตลาดผ่านระบบ SEO ก็ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอยู่ เมื่อเทียบกับเม็ดเงินการลงทุนที่ต้องเสียไปกับการทำโฆษณาผ่าน platform ของยาฮู เฟสบุ้ค ยิ่งในธุรกิจขนาดเล็กหรือนักธุรกิจมือใหม่ การทำ SEO อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญและมีนัยต่อยอดขายและฐานลูกค้าในระยะยาวมากกว่าด้วย

ในด้านของความสะดวกในช่องทางการซื้อขายหรือ convenience นั้น ต้องเพิ่มการลงทุนในการสร้างแอพพลิเคชั่นออนไลน์ที่ตอบโจทย์การสืบค้นผ่านมือถือ smartphone อันเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่มักใช้เวลาคลิกหาหรือสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่มากกว่าการใช้ laptop หรือคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ การทำ SEO จึงต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบการนำเสนอที่ไม่ผิดเพี้ยน มีความง่าย และฉับไวในการใช้งาน และมี error ต่ำเมื่อมี traffic การใช้งานสูงพร้อม ๆ กัน

และในส่วนสุดท้าย คือ communication หรือการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ในปี 2019 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ต้องสร้างสารเพื่อการรับรู้และใกล้ชิดกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้นแบบตัวต่อตัวหรือ person-to-person เนื่องจากลูกค้าต้องการสินค้าและบริการที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นบุคคลพิเศษและตอบโจทย์ตามไลฟ์สไตล์ของบุคคล

SEO กับการตลาดแบบ 4C

ดังนั้นแคมเปญ หรือแนวทางโปรโมชั่นของธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดใจลูกค้าเฉพาะกลุ่มจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับแนวทางการทำ SEO กับการตลาดกลยุทธ์ 4C เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ทำธุรกิจและนักพัฒนาเว็บไซต์ในการปรับตัวอย่างมีทิศทางสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในปี 2019 มากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับ 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO ให้สำเร็จ

เคล็ดลับ 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO ให้สำเร็จ

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน จำเป็นต้องทำระบบ SEO เพื่อยกอันดับในการสืบค้นและเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้น เราจึงขอนำเสนอเคล็ดลับ 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO เพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

1. ไม่ขาดคีย์เวิร์ดที่ผ่านการคิดมาแล้ว การคิดที่ว่านี้ไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็นการวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจเรานิยมสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหรือวลีสั้น ๆ อะไรบ้าง เพื่อที่จะนำมาเลือกใส่ในบทความ SEO ในหน้าเพจอย่างเหมาะสม

2. ไม่ใส่คีย์เวิร์ดเกิน 3-5 ครั้งในแต่ละบทความ เพื่อให้โปรแกรมตรวจจับคุณภาพงาน SEO ของ search engine อย่างระบบแพนด้า PANDA แปลความหมายว่าเป็นบทความสแปมหรือเพจขยะ ที่ทำให้เสียอันดับในการสืบค้นลงไปรั้งท้าย

3. ไม่ละเลยงานโครงสร้างเว็บไซต์ SEOเพราะต้องปรับทั้งส่วน ON-page และ OFF-page ให้เหมาะสมตามเกณฑ์ของ search engine ด้วย เพื่อให้ตรวจผ่านและถูกจัดอันดับได้สูงขึ้น

4. ไม่มุ่งแต่ทำเว็บไซต์ SEO เพื่อตอบโจทย์การใช้งานคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ notebook ควรปรับให้เหมาะกับการใช้งานเคลื่อนที่อย่างมือถือ smartphone tablet และ iPad ด้วย

เคล็ดลับ ทำ SEO ให้สำเร็จ

5. ไม่หยุดเดินหน้าหรือละเลยการพัฒนาคุณภาพงาน ควรพยายามหาประเด็นที่อยู่ในความสนใจของกลุ่มเป้าหมายตามหน้าสังคมออนไลน์และคอมเม้นต์ต่าง ๆ รวมถึงการรีวิวสินค้า การถามตอบข้อสงสัยที่น่าสนใจตามหน้าสื่อ เช่น ข่าวเพิ่มการจัดเก็บภาษีอาหารเค็ม หากเราทำเว็บไซต์ SEO ด้านสุขภาพ ก็ควรเร่งสร้างบทความที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อจูงใจการเข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้น

6. ไม่เน้นความประหยัดโดยละเลยคุณภาพงาน การออกแบบเว็บไซต์ SEO การเขียนบทความ SEO และงานองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น มัลติมีเดีย ล้วนมีต้นทุนทางความคิด ไอเดีย ฝืมือและประสบการณ์ เจ้าของเว็บไซต์จึงควรพิจารณาถึงคุณภาพของงานที่ตอบโจทย์แนวคิดธุรกิจมากที่สุด ไม่ควรมองด้านราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียว

7. ไม่หยุดนิ่งชะงัก การทำเว็บไซต์ SEO ต้องเน้นความต่อเนื่องในการอัพโหลดข้อมูลใหม่ ๆ ลงในระบบ search engine เพื่อให้อัลกอริทึ่มประมวลผลได้ในลักษณะ real-time ดังนั้น การหยุดนิ่งทำเพียง 1-2 เดือนแล้วหยุด จะไม่สามารถหวังผลการเพิ่มอันดับสืบค้นเว็บไซต์ได้

8. ไม่ปล่อยให้ SEO เป็นเรื่องของพนักงานหรือบริษัทที่ว่าจ้างฝ่ายเดียว นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จล้วนไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ เพื่อทำความเข้าใจและมองเห็นข้อดี ข้อด้อยและร่วมแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ทั้งยังสามารถสร้างกำลังใจให้กับทีมงาน ให้มุ่งมั่นพัฒนาเว็บไซต์ไปในแนวทางเดียวกันด้วย

ทำ SEO ให้สำเร็จ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ เคล็ดลับทั้ง 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านในการนำไปปรับประยุกต์กับการทำธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตต่อไป

จะทำ SEO ต้องดูพฤติกรรมผู้บริโภค

จะทำ SEO ต้องดูพฤติกรรมผู้บริโภค

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน เนื่องจากกระแสการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นทั่วโลก สินค้าประเภทเดียวกันล้วนมีผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหลายเจ้า ทั้งแบบออฟไลน์และออน์ไลน์ให้ลูกค้าเลือกได้ การทำ SEO จึงสำคัญในการทำให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจเลือกใช้บริการหรือสินค้าของบริษัทใดอย่างยิ่ง ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ว่า แบรนด์รอยัลลิตี้ (Brand Royality) หรือความยึดติดในแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ลดน้อยลงในระยะหลัง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่ม มิลเลเนียม (Millennial) มีความแตกต่างจากยุคเบบี้บูม เจนเอ็กซ์ และเจนวาย กล่าวคือปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายสนใจที่จะศึกษาข้อมูลใหม่ ๆ จากแหล่งต่าง ๆ ก่อนซื้อสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายละเอียดของสินค้า ภาพรวมของสรรพคุณและประโยชน์ที่คุ้มค่า การรีวิวข้อดีข้อเสียเหล่านี้จึงต้องบรรจุใน content SEO อย่างขาดไม่ได้ ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมถึงการแนะนำบอกต่อในสังคมออนไลน์ อย่าง พันทิพดอทคอม ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว

การทำ SEO จึงเป็นการเปิดประตูบ้านให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้ามาพบปะหรือเที่ยวชมภายในเว็บไซต์ ว่ามีสิ่งใดที่ตรงใจหรือตอบสนองความต้องการของลูกค้าบ้าง หากเว็บไซต์ใดทำ SEO ที่มีคุณภาพ ก็จะมีเนื้อหาหรือ content ที่เป็นจุดสำคัญที่ให้ข้อมูลที่เป็นกลางในประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้าต้องการซื้อวิตามินสำหรับให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้คุณพ่อคุณแม่ ก็มักจะ search ในกูเกิ้ล ยาฮู ด้วยคำว่า “วิตามิน” “ผู้สูงอายุ” ซึ่งแน่นอนว่าจะพบเว็บไซต์มากมายปรากฎบนจอในหน้า 1 2 3 ไล่ไปเรื่อย ๆ หากเราทำ SEO ที่มีเนื้อความครอบคลุม ทั้งด้านคุณประโยชน์หรือความสำคัญในการต้องใส่ใจสุขภาพผู้สูงวัย และเชื่อมโยงสู่วิตามินที่เหมาะสมกับโรคประจำตัวต่าง ๆ รวมถึงเพิ่มเนื้อหาด้านการออกกำลังกายเสริมสุขภาพ ก็จะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าการทำ SEO

การทำ SEO จึงไม่ใช่เพียงการเน้นที่ปริมาณของคีย์เวิร์ดในบทความเท่านั้น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การแชร์บอกต่อและการดูข้อมูลในเว็บไซต์ซ้ำ ๆ ทั้งจากลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ ๆ สำคัญต่อการจัดอันดับให้อยู่ใน 1 – 3 หน้าแรกของการค้นหาด้วย search engine ทั้งนี้ ระบบอัลกอริทึ่ม (algorithm) ของแต่ละแหล่งค้นหา จะเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถ lock ผลการสืบค้นได้ การทำ SEO ที่มีคุณภาพจึงทำให้เพิ่มอำนาจการแข่งขันทางการตลาดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจน้องใหม่ไฟแรงที่ทำสินค้าและบริการที่มีคุณภาพออกมาแข่งขันในท้องตลาดมากขึ้นในปัจจุบัน การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลก่อนซื้อสินค้าหรือใช้บริการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อวางแผนการทำ SEO จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำให้ธุรกิจอยู่รอด รวมถึงสามารถต่อยอดและก้าวนำคู่แข่งทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าการทำ SEO

เทคนิคการเลือกคีย์เวิร์ดทำ SEO ให้น่าสนใจ

วิธีใช้เบื้องต้นคือวางในตำแหน่งสำคัญ

หลักการทำตลาดออนไลน์ด้วย SEO เน้นความสำคัญในเรื่องการเลือกคีย์เวิร์ดอย่างถูกต้องและแทรกกระจายไปในเนื้ออย่างเหมาะสมทั้งจำนวนและตำแหน่งที่วาง เพื่อให้อ่านคอนเทนต์ได้เข้าใจและมีความราบรื่นไม่สะดุด เป็นที่เข้าใจว่าบทความที่เขียนเพื่อโพสต์ลงเว็บไซต์ต้องมีคีย์เวิร์ดเพื่อเชื่อมโยงกับการค้นหาของลูกค้า โดยคีย์เวิร์ดแบ่งออกได้หลายระดับ หากเป็นคำสั้น ๆ จะเป็นคีย์เวิร์ดที่เข้าถึงเป้าหมายในวงกว้าง ข้อดีคือปรากฏในสายตาคนจำนวนมากที่สนใจเข้าชมเว็บ แต่ข้อเสียก็มีคือคู่แข่งจำนวนมาก มีแต่แบรนด์ดังเท่านั้นที่มีโอกาสแทรกขึ้นมาอยู่ในหน้าแรก ๆ เว้นแต่เราจะทุ่มทุนซื้อโฆษณาจากเว็บ Google ส่วนคีย์เวิร์ดที่เป็นวลีจะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายตัวจริงมากกว่า การเลือกวจีจะต้องใช้คำที่กระชับ ไม่เฉพาะเจาะจงลึกมากเกินไปจนไม่มีใครเลือกใช้คำนั้นค้นหาบ่อยนัก

การใส่คีย์เวิร์ดในคอนเทนต์เน้นกระจายไปให้ทั่วบทความ ต้องเลือกคีย์เวิร์ดก่อน วางโครงเรื่องจะเขียนและนำคีย์เวิร์ดไปใส่ไว้ตามตำแหน่งต่าง ๆ นักเขียนบางคนถนัดเล่าเรื่องก่อน แล้วค่อยมาคิดว่าจะใช้คีย์เวิร์ดคำใดเพื่อให้ลูกค้าค้นหาเจอบทความและเว็บไซต์ บางกรณีการมาเติมคีย์เวิร์ดทีหลังทำให้เนื้อหาที่เขียนเกิดการสะดุด อ่านไม่ราบรื่นเท่าที่ควร แต่ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคนไป

ยกตัวอย่าง การเลือกคีย์เวิร์ด จะเน้นสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ได้แก่ “เครื่องเรือน” หรือถ้าเป็นวลีจะใช้ “เครื่องเรือน หวาย” และคำอธิบายรองคือ “หวาย วิธีดูแล” เป็นต้น โดยคิดว่าผู้ที่เข้ามาอ่านเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์หวายต้องการรู้เรื่องอะไรบ้าง จึงเพิ่มคีย์เวิร์ดรองลงไป หาคำที่ใกล้เคียงกัน ทำให้บทความน่าสนใจและมีประโยชน์มากขึ้น การใส่คีย์เวิร์ดอย่างเหมาะสมถือเป็นศิลปะของการเขียนเนื้อหาบทความ เพราะถ้าใส่น้อยไปก็อาจไม่เกิดประโยชน์ หรือใส่มากเกินไปอาจกลายเป็นผลเสีย ถูกจับว่าเป็นสแปมทำให้เกิดปัญหากับ Google ในภายหลัง

วิธีใช้เบื้องต้นคือวางในตำแหน่งสำคัญ 5 ตำแหน่งในบทความ ดังนี้

ชื่อบทความ (Title)

URL ชื่อลิงก์ของบทความ

คำบรรยายบทความ (Description)

หัวข้อบทความ (Headings)

ชื่อภาพ

เทคนิคการเลือกคีย์เวิร์ดทำ SEO ให้น่าสนใจ

การใส่คีย์เวิร์ดในเนื้อหาในชื่อเรื่องไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่ากับการใส่คีย์เวิร์ดใน URL เพราะชื่อลิงก์ของบทความที่เป็นภาษาไทยไม่สวยและอาจเกิดปัญหาได้ ส่วนคีย์เวิร์ดในคำบรรยายบทความมักจะใส่ในย่อหน้าแรกเสมอ เน้นงานเขียนที่เป็นธรรมชาติ อ่านง่าย ภาษาสละสลวยและไม่มีคำผิด เหตุผลที่ควรวางแผนว่าจะใส่ตรงไหนในบทความเพื่อไม่ให้จำนวนคีย์เวิร์ดมากเกินไปจนทำให้ Google จับสังเกตว่าเป็นการทำสแปม ควรกระจายตัวไปทั่วบทความมากกว่า ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญ การเขียนคอนเทนต์เพื่อ ทำ SEO ต้องใช้เนื้อหาที่ใหม่และมีเอกลักษณ์ ทำให้ผู้อ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ ไม่ได้ลอกเลียนใครมา ความพอใจของผู้อ่านที่เข้ามาใช้เว็บอย่างต่อเนื่องเป็นข้อสำคัญที่ Google จะจัดอับดับให้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ

วิธีสร้างบล็อกพร้อมกับทำ SEO ให้เว็บขายดี

ขายของโดยใช้ SEO

หากคุณเป็นมือใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานการทำบล็อกมาก่อน ตอนนี้อยากทำบล็อกขึ้นมาเพื่อธุรกิจ ไม่ต้องกังวลว่าจะจับต้นชนปลายไม่ถูก ลองอ่านบทความนี้และทำตามทีละขั้นตอน คุณทำบล็อกเองได้แน่นอน พร้อมกับการทำ SEO ควบคู่ไปด้วย ช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจของคุณเข้าตาลูกค้าอย่างรวดเร็ว ปั๊มยอดขายเติบโตได้ตามต้องการ มาเริ่มกันเลย

คุณต้องการโพสต์เนื้อหาบทความเกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อโปรโมทให้ลูกค้าทราบว่าคุณขายอะไร แนวทางการเขียนบล็อกเอื้อต่อการใช้เครื่องมือค้นหา เพราะทุกโพสต์ของบล็อกเป็นหน้าเว็บใหม่ เมื่อใช้คีย์เวิร์ดค้นหาจะดึงบล็อกขึ้นมาแสดงผลได้ง่าย มีประโยชน์ต่อการจัดอันดับในเครื่องมือค้นหา เมื่อค้นพบสิ่งที่ต้องการรวดเร็วและสะดวก ผู้ใช้เว็บไซต์เกิดความพึงพอใจย่อมจะเข้ามาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ

Keyword On Title สำคัญไฉน

ก่อนอื่นจะต้องศึกษาเรื่องคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าใช้ในการค้นหาสินค้าให้ตรงกับผลิตภัณฑ์ของคุณ จากนั้นใส่คำขยายลงไปเป็นกลุ่มคำที่อธิบายนิยามของสินค้าละเอียดมากขึ้น ทุกวันนี้การทำ SEO ควบคู่ไปกับบทความจะต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะกูเกิลจับตามองมากขึ้น การใส่คีย์เวิร์ดคำเดียวมากกว่า 3-4 ครั้งทั่วบทความ ถือว่ามากเกินไปและแสดงเจตนาจะผลักดันเว็บขึ้นหน้าแรก ซึ่งกูเกิลจะไม่พิจารณาให้บทความนั้นผ่าน เพราะการทำ SEO ด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม อาจมีมาตรการลงโทษเว็บไซต์ของคุณด้วย

วิธีแก้ไขง่ายๆ โดยเพิ่มคำขยายให้กลายเป็นกลุ่มคำ แล้วสร้างหัวข้อย่อยให้เชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดหลัก เมื่อโพสต์บล็อกแต่ละโพสต์แล้วอาจติดแท็กในหน้านั้นให้เชื่อมโยงไปยังหน้าที่ใช้คีย์เวิร์ดหลัก เกิดความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคำและคีย์เวิร์ดหลัก มีผลต่อการจัดอันดับ SEO โดยไม่เสี่ยงทำผิดกฎและถูกกูเกิลลงโทษเว็บไซต์ เจ้าของธุรกิจควรทบทวนการทำบล็อกอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพื่อหาวิธีสร้างจุดเด่น เพราะสิ่งสำคัญของการทำบล็อกคือมีคนติดตามอ่านและผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้น การทำให้เว็บติดอันดับในกูเกิลเป็นขั้นตอนหนึ่งในการโปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเท่านั้น เนื้อหาบทความที่มีคุณภาพและกลุ่มเป้าหมายสนใจจะดึงดูดให้คนเข้ามาหา ส่วนการทำ SEO จะช่วยให้ลูกค้าเริ่มสังเกตเห็นและคลิกเข้ามาดู ถ้าไม่ถูกใจก็จะไม่กลับมาใช้งานอีก

Cycle SEO Life

แบ็คลิงค์ยังเป็นเรื่องจำเป็น

การสร้างลิงก์เชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดียเป็นการระดมความคิดทุกรูปแบบเพื่อดึงดูดผู้ใช้เข้ามายังเว็บไซต์และบล็อกของคุณ ตอนเริ่มต้นอาจแลกลิงก์กับธุรกิจท้องถิ่นอื่น ๆ หรือแชร์บล็อกโพสต์กับ Twitter, Facebook, Google และ Instagram บล็อกเกอร์บางคนอาจอยากเป็นพันธมิตรขอใช้พื้นที่บล็อกของคุณเพื่อโพสต์บทความเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันหรือข่าว ลองหาทางเชื่อมโยงกับบล็อกเกอร์อื่น ๆ หรือธุรกิจอื่นในวงการเดียวกันเพื่อเชื่อมโยงลิงก์คุณภาพกลับมายังเว็บไซต์ของคุณ

ปัจจุบันการสร้างเว็บไซต์และบล็อกมีแพตเทิร์นสำเร็จรูปให้นำไปใช้ฟรีมากมาย หากยังไม่แน่ใจว่าแบบไหนดี ลองเปิดเข้าดูบล็อกสินค้าของคู่แข่งที่ขายดี เรียนรู้วิธีการของเขาว่ามีจุดเด่นอย่างไร แล้วค่อยนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์ของเรา พร้อมกับพัฒนาให้ดีขึ้น การจัดลำดับความสำคัญของธุรกิจมาก่อน จากนั้นเป็นเรื่องการทำ SEO ซึ่งจะเป็นคู่มือสำคัญที่ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้ดีที่สุด

แนะนำการทำ SEO สำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจที่มีทุนจำกัด

โปรโมทด้วยการทำ seo

เจ้าของธุรกิจสตาร์ทอัพมักจะมีความกังวลหลายด้าน ทั้งการแข่งขันในตัวสินค้า แรงกดดันจากคู่แข่ง ตลอดจนข้อจำกัดต่างๆ ทำให้อยากลงทุนเต็มร้อย แต่งบประมาณที่มีอยู่น้อยจึงทำได้ไม่เต็มที่ การจ่ายค่าโฆษณาใช้เงินก้อนใหญ่แต่ไม่ได้ลูกค้าเข้ามามากขึ้นอย่างที่คาดหวัง ยังมองทางออกไม่เห็นว่าจะทำอย่างไรถึงจะใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์มากที่สุด การทำ SEO เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วย โปรโมทเว็บไซต์ ให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก เนื่องจากการแสดงผลในหน้าแรกทำให้ผู้ค้นหาเข้ามาเจอสินค้ารวดเร็ว มีโอกาสปิดการขายก่อนจะไปเจอคู่แข่งที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่จะทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ ไม่ให้เสียเวลาการทำธุรกิจและพัฒนาปรับปรุงด้านอื่นๆ มาดูวิธีการกัน

การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ

1.รู้จักความต้องการของลูกค้า

การทำตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการ ต้องมีการศึกษาพฤติกรรมลูกค้าอยู่แล้ว เพื่อให้รู้ว่าลูกค้ามีความต้องการอย่างไร ทั้งภาพรวมและความสนใจอย่างเฉพาะเจาะจง เมื่อรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาเป็นพื้นฐานในการเขียนบทความสร้างคอนเทนต์ให้เหมาะสมและถูกใจ นอกจากเข้าถึงลูกค้าบนโลกออนไลน์ได้แล้ว ยังเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์และโน้มน้าวให้ลูกค้ามีความต้องการซื้อมากขึ้นด้วย

2.เนื้อหาและการนำเสนอดึงดูดใจ

ที่จริงแล้วการทำ SEO ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดในบทความไม่ได้มีเคล็ดลับหรือยุ่งยากอะไร เพียงสร้างเนื้อหาที่ดี น่าสนใจ ภาษาน่าอ่าน และมีหลากหลายเรื่องราว ไม่ซ้ำซากน่าเบื่อ ที่สำคัญคือเนื้อหามีความเกี่ยวข้องกับสินค้า พร้อมทั้งแทรกคีย์เวิร์ดเข้าไปอย่างแนบเนียนเพื่อเชื่อมโยงกับคำค้นหาในกูเกิ้ลช่วยให้การค้นหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้ก็สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อให้ผู้คนสนใจสินค้าของคุณมากยิ่งขึ้น บทความที่สร้างความประทับใจทำให้คนติดตามอ่านและแชร์กันออกไป ส่งผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็กให้ได้แจ้งเกิดในโลกออนไลน์โดยไม่ต้องทุ่มงบประมาณการโฆษณากับสื่อต่างๆ ที่มีราคาแพง

3.เลือกคีย์เวิร์ดที่หาง่าย

การเลือกคีย์เวิร์ดเป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่ง ต้องรู้จักคำหลักและคำรองที่ช่วยในการเข้าถึงเป้าหมายหลายระดับ เช่น “เสื้อผ้ากีฬา” “เสื้อผ้ากีฬา สำหรับผู้ชาย” “เสื้อผ้ากีฬา สำหรับผู้ชาย ลดราคา” ทั้งสามคำเป็นคีย์เวิร์ดที่ให้การแสดงผลแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยคำว่า เสื้อผ้ากีฬา เป็นคำที่ใช้ในวงกว้าง เมื่อเพิ่มเรื่องลดราคา จะจำกัดวงแคบเข้ามา แสดงว่าผู้ซื้อสินค้าไม่จำเป็นต้องได้ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่ล่าสุด โดยมีปัจจัยเรื่องราคาประหยัดเข้ามาเสริม ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงมากขึ้น

4.การเชื่อมโยงลิงก์

ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงลิงก์จากเว็บไซต์หรือหรือการเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก , ไลน์และอินสตาแกรม มีส่วนช่วยสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ทำให้เว็บไซต์ปรากฏในสายตาผู้คนมากขึ้น เกิดผลดีโดยเฉพาะธุรกิจที่มีงบประมาณจำกัด หากยอดวิวสินค้ามากและเกิดการแชร์ จะช่วยเพิ่มยอดการเข้าถึงได้มาก และแนะนำสินค้าได้ง่ายเพราะเป็นการแนะนำจากคนรู้จักบอกต่อกันมา สร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้นอีกระดับ นับเป็นเทคนิคดีๆ เหมาะกับผู้เริ่มต้นธุรกิจทุกราย

แนะนำการทำ SEO

การตลาดบน Search Engine ยังคงจำเป็นอยู่เสมอ

seo การตลาด

ถึงแม้ว่าในยุคนี้โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Facebook Instagram LINE จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และมีผู้ใช้บริการเยอะเป็นจำนวนมาก ยิ่งในประเทศไทยนั้นการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ถือว่ามีการแข่งขันสูงยิ่ง แม้มันจะมีสิ่งใหม่ใหม่เข้ามาตามเทคโนโลยีที่พัฒนาไปเรื่อยเรื่อย แต่การตลาดใน Search Engine อย่าง Google เองก็ยังคงจะเป็นอยู่เช่นเดิม ยากที่จะปฎิเสธว่ากลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ตรงจุดจริงๆนั้น จะมีการค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจิ้นด้วยคำค้นหาหลัก

อย่างเช่น ผู้ซื้อต้องการหากระเป๋ามือสองราคาถูก เขาจะทำการค้นหาบน Google ว่า “กระเป๋ามือสองราคาถูก” แบบนี้เป็นต้น หากเว็บไซต์ของเราติดอันดับหนึ่งในสาม ของคีย์เวิร์ดเป้าหมาย โอกาสที่จะได้ลูกค้าจะมีมากขึ้น นี่คือการตลาดที่ตรงจุดมากที่สุด ไม่เหมือนการทำตลาดบนโซเชียลมีเดีย ทร่จะต้องมีการหว่านสักหน่อย แล้วก็ถัวเฉลี่ยได้ลูกค้ามาเพียงหยิบมือเดียว

นักการตลาดออนไลน์ ต้องเก่งทุกด้าน

เก่งทุกด้าน

ถ้าเราเป็นนักขายของออนไลน์ เราควรจะรู้จักทำไปทั้งสองแบบ ทั้งตลาด Search และ Social อย่าทำเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้นเพราะความเสี่ยงถือว่าสูงมาก แม้แต่การตลาดบนเว็บค้นหาเองหากว่าเราทำการตลาดเพียงช่องทางเดียว อาจจะทำในรูปแบบ SEO วันนี้อันดับดีขึ้น เราก็จะขายได้ แต่หากอันดับแย่ลงเราก็จะขายไม่ออกเลย จึงจำเป็นเราต้องหาแหล่งลู่ทางอื่นที่จะเพิ่มลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของตลาดเสร็จเอนจิ้นที่มีการผันผวนอยู่ตลอดเวลา การลง Adwords บางทีเราลงไปไม่คุ้มเสีย จึงต้องใช้วิธีหาการทำรูปแบบสื่อออนไลน์หลายหลายรูปแบบ

ใครที่บอกว่า Search Engine ไม่จำเป็นแล้ว ให้เขาพูดไป แต่เราอย่าได้มองข้ามหรือเชื่อตาม เสิร์ชเอนจิ้นยังคงได้กลุ่มลูกค้าตรงมากที่สุดอยู่เสมอ

เว็บลงประกาศฟรีสมัยนี้ ช่วยเรื่องอันดับเว็บดีอยู่ไหม ?

กลุ่มเว็บซื้อขายของไทย

สมัยก่อนที่เว็บประกาศฟรีจะโด่งดัง การทำเอสอีโอสมัยนั้นเราจะนิยมไปทำในพวกเว็บ Pligg หรือก็คือพวกโซเชียลบุ๊คมาร์คต่างๆ การทำสมัยนั้นเพียงแค่เราสร้างโดเมนขึ้นมา ลง script โซเชียลบุ๊กมาร์คแล้วก็มีการ promote เว็บทำเงิน กระจายข่าวสารประชาสัมพันธ์ผ่านหน้าโซเชี่ยลบุ๊คมาร์คที่เราสร้างขึ้น เปรียบเสมือนการทำ PBN ส่วนตัวนั่นเอง จนมาถึงยุคเว็บโซเชียลบุ๊คมาร์คเริ่มลดความนิยมลง คนเริ่มหันมาโพสตามเว็บไซต์ประกาศฟรีมากยิ่งขึ้น มีผู้ให้บริการเว็บประกาศฟรีเกิดขึ้นจำนวนมาก คงเป็นเพราะต้องการให้มีคนติดต่อมาลงโฆษณาแบนเนอร์กับเว็บของตัวเองจึงเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ลงโพสต์โฆษณาฟรีกันเป็นจำนวนมาก

และสุดท้าย เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป พฤติกรรมคนในปัจจุบันย่อมทำการตลาดผ่านการค้าขายบน Facebook ตามกลุ่มซื้อขายต่างๆ ซึ่งจะเข้าถึงคนได้ดีกว่า กลุ่มเว็บประกาศฟรีจึงเริ่มลดน้อยลงและมีการปิดตัวลงไปเยอะ เหลือเพียงไม่กี่เว็บที่เรารู้จักกัน นั่นคือ kaidee.com หรือ pantipmarket.com การทำอันดับ SEO จากการฝากตามเว็บให้ประกาศฟรีสมัยนี้ อาจจะไม่ได้ผลดีสักเท่าไหร่ เพราะเว็บประกาศฟรีมันก็เป็นเพียงแค่ script เว็บรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

Backlinks ควรมีมาจากหลาย CMS

ถ้าคิดในเรื่องของแบคลิ้งค์จริงๆ เราควรจะมีแบคลิงค์เข้าเว็บของเราจาก CMS หลายรูปแบบ ทั้งในโหมดของมีลิ้งจากเว็บบทความ มีลิ้งค์จากเว็บประกาศฟรี มีลิงค์จากโซเชียลต่างๆ มันจะทำให้เว็บของเราดูเป็นธรรมชาติและมีคุณภาพในสายตาของอันกอริทึม Google มากกว่าการทำเพียงแต่โครงสร้างเว็บชนิดเดียวเป็นหลัก หากเราทำเว็บเดิมพันกีฬาค่าย vip2541 ก็ควรมีหลายๆรูปแบบลิ้งแทนจากแหล่งพนันอย่างเดียว แน่นอนว่ามันยังคงมีผลในการช่วยทำอันดับได้อยู่หากเราทำในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เยอะจนเกินไป แต่ในทางกลับกัน หากจะคาดหวังอันดับจากเพียงแค่ไปประกาศฟรีมันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว

มันไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีประกาศฟรีให้เราเลือกจำนวนมาก สมัยนี้เว็บไซต์ต่างๆโดนสแปมกันเยอะ โอกาสที่มันจะส่งผลเอสซีโอขึ้นมาอันดับหนึ่งเพียงเพราะแค่มีแบคลิ้งค์จากกลุ่มเว็บซื้อขายฟรีเหล่านี้มันจึงเป็นเรื่องยาก เราควรทำหลายรูปแบบ หลายช่องทาง ทั้งการหาคนเข้าเว็บตรง การกระจายข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย การนำไปเว็บไปฝากลิงค์ และการปรับหน้าเว็บไซต์ให้ตอบสนองผู้ใช้ ทั้งหมดนี้จะทำ SEO เว็บของเราดีขึ้นอย่างมาก ดีกว่าการทำและหวังเพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ซึ่งมันขัดแย้งกับความเหมาะสมในยุคปัจจุบัน

สร้างลิ้งจากเว็บซื้อขายฟรี