เทคนิคลับ 7 วิธีเขียนบทความ SEO

เว็บไซต์ถือได้ว่าเป็นสื่อสำคัญสำหรับนักการตลาดออนไลน์ เนื่องจากเว็บไซต์เปรียบเหมือนหน้าร้านที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบุคคล, สินค้า, แบรนด์ หรือห้างร้านได้เป็นอย่างดี แต่การเปิดเว็บไซต์ไว้โดยไม่อัปเดตข้อมูลที่มีประโยชน์กับผู้ใช้ อาจทำให้เสียเงินค่าเช่าโดเมนไปเปล่า ๆ ทำให้หลายเว็บไซต์มีการอัปโหลดบทความลงเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีบางเว็บที่พบกับปัญหาเรื่องไม่มีอัตราการเข้าสู่เว็บไซต์อย่างที่หวัง

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บไซต์มีอัตราการเข้าชมต่ำ แม้จะเขียนบทความลงเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบทความที่ลงไปนั้นไม่ได้คำนึงถึงหลักการ SEO หรือ Search Engine Optimization หรือ หลักการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าหนึ่งของ Google หรือ Search Engine อื่น เช่น Bing, Yahoo เป็นต้น

เทคนิค (ลับ) เขียนบทความ SEO ให้ติดอันดับบน Search Engine มี 7 วิธี ดังนี้

1. หา Keyword ที่เข้ากับแบรนด์หรือสินค้าที่มีการค้นหามากที่สุด โดยเลือกมาอย่างน้อย 3 Keyword เพื่อสลับสับเปลี่ยนและกระจายอัตราการเข้าสู่เว็บไซต์ให้รองรับคนหลายกลุ่ม โดยการหา Keyword ที่ดีควรใช้ Keyword Search Engine ซึ่งมีให้บริการมากมาย ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เช่น lsigraph.com, eilpatel.com/ubersuggest, keywordtool.io หรือ Keyword planner เป็นต้น เมื่อได้ Keyword ที่ต้องการ นำ Keyword มาใช้ตั้งชื่อบทความ, ชื่อ URL, ใส่ไว้ในบทความประมาณ 1 – 3% ของจำนวนคำทั้งหมด

2. เนื้อหาที่เขียน ควรเป็นเนื้อหาที่มีการเขียนใหม่โดยกำหนดจำนวนคำต่อบทความอย่างน้อย 300 คำขึ้นไป เพราะเนื้อหาที่น้อยเกินไปอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ซึ่งหากจะให้ดีควรอัปโหลดบทความที่มีจำนวนคำมากน้อยสลับกันไป โดยเทคนิคการเขียนบทความยาวให้น่าอ่านนั้น ควรเขียนเป็น Bullet เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น ไม่ลายตา

3. สร้างลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของตัวเอง โดยอาจเขียนเนื้อหาแต่ละหัวข้อให้เป็นแนวซีรีส์เพื่อให้เกิดการใช้เวลาในเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น โดยจัดเรียงแต่ละหมวดให้เป็นระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน รวมถึงทำให้เว็บไซต์โหลดไวมากขึ้น

4. การใช้รูปภาพบนเว็บไซต์ควรตั้งชื่อไฟล์ภาพให้มี Keyword และตั้งชื่อรูปภาพหรือคำอธิบายรูปภาพด้วย Keyword

5. ควรอัปโหลดวิดีโอที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รองรับคนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือไม่สะดวกอ่านบทความด้วย ซึ่งเป็นทริกเล็ก ๆ ที่จะช่วยให้เกิดการใช้เวลาบนเว็บไซต์มากขึ้น

6. ความสม่ำเสมอของการอัปโหลดบทความก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจ ดังนั้นหากเริ่มต้นเขียนบทความลงเว็บไซต์วันละ 1 บทความ ก็ควรเขียนในจำนวนเท่ากันหรือมากกว่าในทุก ๆ วัน

7. การเลือก Web Hosting ควรเลือกใช้บริการกับเว็บโฮสติ้งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้เว็บไซต์ได้รับการยอมรับจาก Google หรือ Search Engine

ทั้ง 7 เทคนิค เป็นเคล็ดลับที่เว็บไซต์ติดอันดับส่วนใหญ่ใช้ และเป็นเทคนิคที่สามารถทำได้ไม่ยากเพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อยในระยะแรก

เขียนบทความ SEO ให้ติดอันดับ

การทำเว็บไซต์ SEO ปี 2020 มีแนวโน้มอย่างไร

การทำเว็บไซต์ SEO ปี 2020 มีแนวโน้มอย่างไร

การทำ เว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพ จะช่วยให้เพิ่มโอกาสในการค้นหาจากกลุ่มผู้ใช้ Google และมีการสร้างแบรนด์ที่มีลูกค้าติดตามประจำ เพิ่มยอดขายและต่อยอดธุรกิจได้มาก ซึ่งในปี 2020 จะมีเทรนด์ด้านใดบ้าง ที่คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องนำมาปรับใช้ มาดูไปพร้อมกัน

เทรนด์การทำ SEO ปี 2020

การทำสื่อหลายรูปแบบ : คนรุ่นใหม่ที่มีกำลังในการซื้อสินค้าสูงมาก ต้องการความแตกต่างและไม่จำเจอย่างที่ผ่านมา นิยมมองหาสื่อที่กระตุ้นความน่าสนใจ เช่น คลิป podcast ที่ให้สาระความรู้ คลิปที่ให้แรงบันดาลใจ คลิปการท่องเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ ที่ต้องเน้นการสร้างคุณค่าให้กับสังคม หรือแทรกแนวคิดด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น การผลิตบทความ SEO แนวทางที่กล่าวมาจะทำให้มีผู้อ่านสนใจและแชร์มากขึ้น เป็นการเพิ่มค่า traffic ที่ดี และยังเชื่อมโยงสู่การขายสินค้าได้เป็นอย่างดีด้วย

การใช้ keyword ที่เฉพาะเจาะจง : การทำบทความที่มีประสิทธิภาพสูงในการสื่อสาร จะต้องใช้ keyword ที่มีความยาวและเป็นคำที่เฉพาะเจาะจง ใส่ทั้งบุคคลเป้าหมาย เช่น เพศชาย หญิง หญิงตั้งครรภ์ เด็ก วัยรุ่น ฯลฯ คู่กับยี่ห้อและประเภทของสินค้าที่ต้องการจำหน่าย เช่น รองเท้า Adidas แชมพู Kodomo เครื่องสำอาง SKII เป็นต้น ซึ่งในปี 2020 การผลิตบทความต้องศึกษา Google keyword planner ก่อนการทำทุกครั้ง จะได้ไม่พลาดโอกาสในการแข่งขัน

การเชื่อมระหว่างแพลตฟอร์ม : การทำลิงก์เชื่อมโยงที่หลากหลาย ผ่านแพลตฟอร์มที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้ ทั้ง Facebook Instagram YouTube และ LINE เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีการสำรวจพบว่าคนที่ใช้งาน Google มันจะใช้แอปพลิเคชันที่หลากหลาย เพื่อการแชร์ บอกต่อ แบ่งปันเรื่องราวหรือแนะนำสินค้าให้เพื่อน คนในครอบครัวหรือคนรู้จักสนับสนุนด้วย การทำลิงก์จึงจำเป็นอย่างมาก ซึ่งหากเนื้อหาหรือสินค้าในเว็บไซต์น่าสนใจ การบอกต่อกันผ่านลิงก์เหล่านี้จะทำให้เพิ่มค่าอันดับ SEO ได้อย่างมากด้วย

การทำเว็บไซต์ระบบหลายภาษา : เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายทางการค้าในปี 2020 จะต้องมีความหลากหลายทั้งไทยและต่างประเทศ เจ้าของกิจการออนไลน์ควรต้องทำเว็บไซต์เป็นระบบ 2-3 ภาษา เช่น ไทย อังกฤษ จีน หรือ ญี่ปุ่น เพื่อช่วยให้มีลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาศึกษาข้อมูลได้ และจะเป็นการเพิ่มรับออเดอร์จากลูกค้าต่างประเทศมากขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมงด้วย ทั้งนี้ก็จำเป็นต้องเรียนรู้การทำ keyword ที่เป็นภาษาต่างประเทศ ที่ตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วย

จะเห็นได้ว่าในปี 2020 มีหลายประเด็นที่คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องใส่ใจ เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนและพัฒนาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้เข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าคู่แข่งอื่น เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้ทุกท่านเห็นแนวทางในการทำเว็บไซต์ SEO ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มยอดขายและทำให้มีลูกค้าติดตามมากขึ้นต่อไร

เทรนด์การทำ SEO ปี 2020

แนวโน้ม SEO จะเป็นอย่างไรในปี 2020

บทความที่เป็นมิตรกับ SEO

ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจแข่งขันกันเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ การทำ SEO แบบอัดคีย์เวิร์ดจำนวนมาก ๆ นั้น ดูจะล้าหลังไปแล้ว เนื้อหาและรูปภาพที่สร้างความฮือฮาหรือเป็นไวรัลก็ดูจะใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว เหตุผลที่ทิศทางเปลี่ยนไปเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญของเนื้อหาสาระสำคัญมากขึ้น แนวโน้ม การทำ SEO ในปี 2020 หันมาเลือกใช้คอนเทนต์ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ตรงกับความต้องการมากขึ้น มาดูกันว่าการสร้างบทความที่เป็นมิตรกับ SEO ต้องทำอย่างไรบ้าง

บทความที่เป็นมิตรกับ SEO

– การค้นหาคำหลักที่เหมาะสมยังคงมีความสำคัญ เพื่อกำหนดเป้าหมายว่าลูกค้าสนใจอะไร ก่อนอื่นต้องถามตัวเองว่า ผู้ใช้งานกูเกิลต้องการค้นหาอะไร สิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณอย่างไร “คำค้นหา” มีความสำคัญในเนื้อหาบทความ ผู้เขียนต้องวิจัยคีย์เวิร์ดหลักที่มีประสิทธิภาพ อาจใช้เครื่องมือค้นหาคำหลักได้หลายแบบเพื่อที่จะเลือกคำเฉพาะเจาะจงและมีระดับความยากทำให้มีการแข่งขันน้อยซึ่งจะโดดเด่นกว่าเว็บคู่แข่ง เคล็ดลับคือการเลือกคำหลัก 1-2 คำเพื่อกำหนดเป้าหมายบทความหน้านั้น เพิ่มคำหลักที่เป็นวลียาว 3-5 คำมาเป็นคีย์เวิร์ดรอง ใช้คำหลักใส่ในย่อหน้าแรกของบทความ

– เนื้อหามีสาระน่าอ่าน โลกอินเทอร์เน็ตมีการโพสต์บล็อกวันละหลายล้านรายการทุกวัน จำเป็นต้อนลดทอนคอนเทนต์ที่ไร้ประโยชน์ออกไปเพื่อให้ได้อ่านข้อมูลที่สนใจจริง การเขียนบทความควรเน้นเรื่องคุณภาพและเนื้อหาที่ไม่เหมือนใคร รวมทั้งมีความยาวไม่เกิน 700 คำเพื่อให้รู้สึกว่าไม่เสียเวลาอ่าน เคล็ดอยู่ที่การทำความเข้าใจบุคลิกและความสนใจของลูกค้าเป้าหมาย จากนั้นจึงคิดว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร ร่างบทความก่อน แบ่งเนื้อหาเป็นย่อหน้าเล็ก ๆ เพื่อให้อ่านง่าย เนื้อหามีความน่าเชื่อถือ รวมรูปภาพลงในโพสต์

– ตั้งชื่อบทความให้โดดเด่น ชื่อบทความเป็นเรื่องสำคัญ อธิบายสั้น ๆ ให้ผู้ใช้งานและกูเกิลเข้าใจว่าหน้าเว็บนั้นเกี่ยวกับอะไร เมื่อเห็นว่าน่าสนใจก็คลิกเข้าอ่าน ส่งผลให้มีการจัดอันดับการค้นหาดีขึ้น เคล็ดลับสำหรับมืออาชีพด้านการทำ SEO แนะนำให้ใช้ชื่อบทความตัวหนาและมีขนาดใหญ่กว่าเนื้อหาบทความ ใส่คีย์เวิร์ดหลักในชื่อบทความและย่อหน้าแรก ใส่หัวข้อย่อยในแต่ละย่อหน้าด้วย

– ปรับแต่งรูปภาพให้เหมาะสม ดังคำกล่าวว่าหนึ่งภาพแทนคำพูดได้หลายร้อยพันคำ รูปภาพจึงมีประสิทธิภาพในการดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งาน ทำให้เข้าใจเนื้อหาง่ายและชัดเจนขึ้น ก่อนจะอัปโหลดภาพไปยังเว็บไซต์ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าปรับให้เหมาะสมและบีบอัดเพื่อประหยัดขนาดพื้นที่บนหน้าเว็บ เคล็ดลับสำหรับมืออาชีพควรตั้งชื่อรูปภาพโดยใช้คีย์เวิร์ดหลักเพื่อให้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและเหมาะกับการทำ SEO รวมถึงการใส่คีย์เวิร์ดแทรกในคำอธิบายภาพด้วย

– การเขียน URL ของหน้าเว็บควรมีคำหลักอยู่ด้วย ช่วยในการจัดอันดับการค้นหา พยายามทำให้ URL สั้น อ่านแล้วสื่อความหมายชัดเจน

พร้อมกันนี้ การปรับปรุงความเร็วของเว็บเพจถือเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งของการทำ SEO ในปี 2020 ถ้าหน้าเว็บโหลดเร็วมักจะมีโอกาสดึงดูดผู้ชมให้อยู่ในเว็บนั้นนานขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าหน้าเว็บโหลดช้าเกินไปก็มีโอกาสน้อยมากที่จะติดอันดับผลการค้นหายอดนิยมในกูเกิล ทั้งหมดคือเทรนด์ใหม่ ปี 2020 ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของธุรกิจประสบความสำเร็จได้ตามต้องการ

บทความที่เป็นมิตรกับ SEO

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ SEO ในปี 2020

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ SEO ในปี 2020

SEO หรือ search engine optimization เป็นตัวกรองคุณภาพของเว็บไซต์ที่อยู่ในฐานข้อมูลของ Google เมื่อมีการปรับแต่งทั้งด้านโครงสร้างและลิงก์เชื่อมโยง การอัปเดตบทความใหม่ ๆ ฯลฯ ก็จะทำให้ระบบ AI ของ Google มาเก็บข้อมูลไปประมวลผลเพื่อจัดอันดับได้อย่างรวดเร็ว

ในเบื้องต้น ขอให้ผู้ทำเว็บไซต์เข้าไปที่ Google search console เพื่อทำการ login และยืนยันตัวตน ใส่ domain name ที่ต้องการให้ Google ตรวจสอบการทำ SEO และทำการเรียนรู้การใช้งานฟังก์ชั่นนี้ เพื่อให้เห็นสถิติและผลการวิเคราะห์คุณภาพด้านต่าง ๆ เพื่อการต่อยอดที่เป็นประโยชน์ในระยะต่อไปด้วย

การทำ SEO ในปี 2020 ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งต่อไปนี้

1. การเลือก keyword ที่คนนิยมใช้

Keyword หรือคำสำคัญในการเขียนบทความ ผู้ที่จะทำ SEO ต้องศึกษาสถิติว่าผู้ที่ใช้ Google ในช่วงนั้น ๆ นิยมค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการด้วยคำใดบ้าง ซึ่งในระยะหลัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์แนะนำว่าจะต้องทำเป็นคำที่ยาวและมีความหมายเจาะจงขึ้น หรือเรียก Niche Long-tailed keywords เช่น คุณทำเว็บไซต์เกี่ยวกับรีสอร์ต ต้องใช้คำสำคัญว่า ที่พักแนวธรรมชาติ รีสอร์ต ราคาถูก สุนัขพักได้ ประจวบคีรีขันธ์ แทนการใช้คำว่า รีสอร์ต สั้น ๆ แบบความหมายกว้างที่เดิมนิยมกัน

2. การทำบทย่อ meta-description

บทย่อเป็นเทคนิคดึงดูดใจผู้อ่านให้คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ ซึ่งต้องมีการฝึกฝนฝีมือการเขียนให้กระชับและได้ใจความใน 100 คำ ทั้งต้องเลือกภาษาเขียนที่สื่อสารได้ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย จึงจะทำให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล เมื่อมีผู้คลิกเข้ามาในเว็บไซต์เพิ่มขึ้น ก็เท่ากับเพิ่ม traffic และค่า CTR หรือ click through rate ที่ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย

3. การใส่รายละเอียดรูป

รายละเอียดภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพราะระบบ AI ของ Google เปรียบเหมือนคนตาบอดสี การใส่คำอธิบายรูปว่าเป็นสีอะไร เป็นภาพที่ไหน ใครทำอะไรอยู่ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม จะทำให้ระบบ AI นำไปวิเคราะห์เพิ่มคะแนนอันดับ SEO ได้อย่างมาก

การทำ SEO ตามที่กล่าวมา จะทำให้เว็บไซต์ได้ประโยชน์ ดังนี้

1. แบรนด์ได้รับความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเว็บไซต์อันดับ 1-5 ของหน้าแรก จะมีการคลิกเข้าชมมากและสั่งซื้อของตามไปด้วย

2. ประหยัดค่าใช้จ่ายโฆษณา การสร้างความจดจำให้ผู้บริโภคด้วย SEO จนเว็บไซต์ขึ้นสู่อันดับต้น ๆ ไม่ต้องเสียเงินจ้างประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาใด ๆ

3. เพิ่มลูกค้าต่างชาติ หากทำเป็นเว็บไซต์ระบบสองภาษา เช่น ไทย-อังกฤษ ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-จีน ก็เท่ากับคุณเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มต่างประเทศได้แบบไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่

จะเห็นได้ว่า SEO เป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น เพียงศึกษากลยุทธ์ในการทำและอาศัยระยะเวลาในการสะสมข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ได้ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าประจำและมีลูกค้าใหม่มากขึ้นแน่นอน

การทำ SEO ในปี 2020 ต้องให้ความสำคัญ

ชวนทำความรู้จัก Rank Math SEO

ชวนทำความรู้จัก Rank Math SEO

Rank Math SEO จัดเป็น plugin ชนิดหนึ่งที่นิยมมากในระยะหลัง เพราะช่วยในการทำงานพัฒนาเว็บไซต์ SEO ได้ใกล้เคียงกับ plugin Yoast SEO ที่นักการตลาดออนไลน์ทั่วไปรู้จัก แต่ Rank Math SEO มีประสิทธิภาพมากกว่า Yoast SEO เวอร์ชั่นฟรี ในหลายด้าน ได้แก่ การคุณสมบัติการทำงานที่เข้ากับ WooCommerce ที่ช่วยให้การจัดระเบียบสินค้าลงตะกร้าของลูกค้าของร้านช้อปปิ้งออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายและค่าขนส่งต่างๆ มีความแม่นยำตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็วของผู้ใช้งาน

ประโยชน์ของ Rank Math SEO

นอกจากนี้ Rank Math SEO ยังสามารถช่วยตรวจสอบความผิดพลาด หรือ Error 404 ได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่ และยังประหยัดเวลาในกรณีที่ทำการประชาสัมพันธ์ผ่านหลายช่องทาง เพราะจะช่วยแสดงหน้าจอตัวอย่างเมื่อมีการแชร์เว็บไซต์ไปที่แพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Facebook ได้อย่างรวดเร็ว

ผู้ที่สนใจใช้ Rank Math SEO สามารถดาวน์โหลดการใช้งานได้ฟรี หลังติดตั้งแล้วให้เลือกตั้งค่า Activate Rank Math SEO เพื่อให้ระบบเช็คในเบื้องต้นว่า เครื่องของคุณใช้ปลั๊กอินตัวอื่นอยู่หรือไม่ ซึ่งดังที่กล่าวไปแล้ว ว่าคนทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่ จะใช้ Yoast SEO ดังนั้น ไม่ต้องกังวลใจไป หากคุณใช้ Yoast SEO มาโดยตลอด เพราะ Rank Math SEO จะดึงข้อมูลที่มีหรือ Import เชื่อมต่อให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้รวดเร็วพร้อมใช้งานมากขึ้น

หลังจากการ Import ข้อมูลเสร็จแล้วนั้น Rank Math SEO จะให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์กำหนดโลโก้ ซึ่งไม่ควรใหญ่เกิน 1920×1080 pixel และกำหนดรูปภาพของเว็บไซต์ที่เป็นค่าพื้นฐานแบบ default ซึ่งจะถูกนำไปใช้แทนรูปโลโก้ เมื่อมีบทความโพสต์ใน Google

กรณีที่ต้องการเชื่อมต่อกับ Google search Console ที่ช่วยในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเว็บไซต์คุณ ว่าหลังการทำ SEO แล้ว เข้ากับหลักเกณฑ์ของ search engine มากเพียงใด ก็สามารถตั้งค่าได้อย่างรวดเร็ว โดยคลิกที่คำว่า Get authorization code แล้วทำตามขั้นตอนที่ระบบขึ้นข้อความ กด SAVE ให้เรียบร้อย ก็จะเข้าสู่การตั้งค่าต่อไป

ในส่วนของ sitemaps ที่เทียบได้กับสารบัญของเว็บไซต์เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลสามารถตั้งค่าให้เป็น ON ได้ รวมถึงเลือกหัวข้อ include image เพื่อให้รูปภาพในแต่ละเพจของเว็บไซต์คุณถูกเก็บไปวิเคราะห์และประมวลผลได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน อย่าลืมว่าการทำ SEO ไม่ใช่เพียงแค่การทำกับบทความหรือโครงสร้างเว็บไซต์เท่านั้น ยังรวมถึงส่วนของรูปภาพที่ปกติแล้วถ้าใช้ Yoast SEO จะต้องไปปรับเพิ่มแก้ไขคีย์เวิร์ดที่ alt text

จะเห็นได้ว่า การทำงานของ Rank Math SEO มีความน่าสนใจและมีความแตกต่างจาก Yoast SEO อยู่หลายอย่าง เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ทุกท่านศึกษาการใช้งาน Rank Math SEO เพื่อต่อยอดทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของ Rank Math SEO

การทำ SEO กับรูปภาพประกอบเว็บไซต์

การทำ SEO กับรูปภาพประกอบเว็บไซต์

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โดยยึดหลักเกณฑ์ที่ Google กำหนด ซึ่งหากได้ทำ SEO กับอีกหลายองค์ประกอบภายในเว็บไซต์ ก็จะทำให้ได้คะแนนการจัดอันดับที่ดีชัดเจน

การทำ SEO กับภาพประกอบในเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามด้วยเช่นกัน ดังนี้

1. ใช้รูปภาพที่เข้ากับเนื้อหาบทความมากที่สุด เพื่อการสื่อสารถึงผู้อ่านที่ชัดเจน ควรใส่ keyword ของบทความนั้น หรือหัวข้อที่เด่นชัด ลงในรูปภาพประกอบเสมอ เพื่อให้ระบบ algorithm วิเคราะห์อันดับ SEO ได้ดียิ่งขึ้นด้วย โดยไม่จำเป็นต้องใส่รูปในทุกย่อหน้าก็ได้ แต่ควรมีประกอบ ทุกๆ 200-300 คำจะดีที่สุด

2. ต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์รูปภาพจากแหล่งใดๆ เพราะจะถูกแบนได้ ทั้งนี้ มีเว็บไซต์หลายแห่งอนุญาตให้ใช้ภาพได้ฟรี เช่น Pixel, Pixabay หรือบางเว็บไซต์ก็ให้ใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการ จำเป็นต้องศึกษาให้ดีก่อนนำมาใช้ และยังมีภาพสวย ๆ อีกจำนวนมากที่จะต้องทำการซื้อผ่านเว็บไซต์นั้น ๆ ก่อนใช้ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายตามมา หากคุณเรียนรู้การใช้โปรแกรม Photoshop ที่ทำภาพด้วยตัวเองได้ สามารถที่จะปรับแต่งภาพถ่ายฝีมือคุณเองโดยที่ไม่มีปัญหาลิขสิทธิ์ตามมาแน่นอน และจะทำให้การจัดอันดับ SEO ได้คะแนนที่สูงขึ้นตามไปด้วย

3. ปรับขนาดไฟล์ภาพให้เหมาะสม อย่าลืมว่าระยะเวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลของภาพสินค้าประกอบในบทความสำคัญต่อความรู้สึกผู้อ่าน หากเป็นการเช่าพื้นที่ Server หรือโดเมนที่มีหน่วยความจำน้อย หรือ shared hosting จะมีการแย่งทรัพยากรกันระหว่างร้านค้าออนไลน์อย่างมาก ทำให้ผู้อ่านใช้เวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลนานมากขึ้น สร้างความไม่ประทับใจ และอาจทำให้สูญเสียโอกาสขายสินค้าตามไปด้วย ทางที่ดี ให้ปรับความละเอียดภาพน้อยกว่า 1000 px ไว้

4. ตั้งชื่อไฟล์ภาพให้เหมาะสม หลายคนอาจไม่ทราบว่าควรใช้ keyword ตั้งชื่อไฟล์ภาพ โดยใส่รายละเอียดให้มากที่สุด เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด ลงไปให้ครบถ้วน จะมีผลต่ออันดับการสืบค้นที่เพิ่มขึ้นตามมาได้ หากเป็นรูปคนควรใส่เชื้อชาติ สีเสื้อผ้า อุปกรณ์ประกอบที่ถืออยู่ในมือ ลงในชื่อไฟล์ด้วย เพราะระบบ algorithm จะนำไปประมวลว่าภาพนั้นสื่อสารถึงอะไรบ้าง เมื่อมีผู้ใช้งานพิมพ์ใน Search Google ก็จะมีโอกาสพบภาพและบทความของคุณได้ในหน้าจอแสดงผลมากขึ้นได้ การเห็นภาพก็จะเพิ่มโอกาสที่คนจะคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้กับรูปภาพ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามหากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณเพิ่มอันดับ SEO เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ควรเร่งศึกษาเทคนิคให้ละเอียด ซึ่งเชื่อว่าจะเพิ่มยอดการขายสินค้าได้มากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การทำ SEO กับภาพประกอบในเว็บไซต์

Plugin อะไรที่ควรติดตั้ง เมื่อทำเว็บไซต์ SEO

Plugin อะไรที่ควรติดตั้ง เมื่อทำเว็บไซต์ SEO

Plugin เป็นเครื่องมือเสริมสำหรับโปรแกรมหลัก ซึ่งในการทำธุรกิจเว็บไซต์ออนไลน์ SEO ที่มีการแข่งขันกันสูงในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีการติดตั้ง Plugin ที่มีการออกแบบมาเพื่อช่วยให้การทำงานราบรื่น สร้างความประทับใจแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการมากขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้าน การตลาดออนไลน์ ได้แนะนำ Plugin ที่ควรรู้จัก เพื่อนำไปติดตั้งใช้งานกับเว็บไซต์ออนไลน์ ดังนี้

Plugin ที่ควรรู้จัก เพื่อนำไปใช้กับเว็บไซต์

1. Thai Address Autocomplete for WooCommerce

หากคุณเคยใช้บริการเว็บไซต์สั่งซื้อสินค้า แล้วต้องพิมพ์ที่อยู่เป็นตัวอักษรทีละตัวทุกครั้งไป จะรู้สึกได้ถึงความเบื่อหน่ายของลูกค้าทั่วไป ซึ่ง Thai Address Autocomplete for WooCommerce เป็น plugin ตัวช่วยให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์กรอกข้อมูลได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว เมื่อมีการติดตั้ง Plugin ลงไปใน เว็บไซต์ SEO หากมีการให้ใส่ข้อมูลที่อยู่ หลังจากพิมพ์ตัวอักษรนำไม่กี่ครั้ง ระบบ algorithm ก็จะแสดงผล เขต แขวงจังหวัด รหัสไปรษณีย์ออกมาให้อย่างอัตโนมัติ ทำให้ประหยัดเวลาและทำให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าประทับใจมาก และดึงดูดใจให้กลับมาใช้บริการเว็บไซต์ซ้ำอีกบ่อย ๆ

2. Seed Social

เป็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ทางธุรกิจกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น Facebook ซึ่งนับว่า plugin นี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ในการเพิ่ม Traffic หรือการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีข้อดีที่ใช้ทรัพยากรในเครื่องน้อย ไม่เป็นภาระต่อระบบเซิร์ฟเวอร์

3. SMS for WooCommerce

การเสริมความมั่นใจให้แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ด้วยการส่ง SMS เข้าโทรศัพท์มือถือเมื่อมีการชำระเงินและยืนยันการจัดส่งสินค้าตามเบอร์มือถือที่แจ้งไว้ นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดย plugin SMS For WooCommerce ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี โดยเจ้าของเว็บไซต์ออนไลน์สามารถที่จะ update plugin ได้ฟรีในระยะเวลา 2 ปี และสามารถเชื่อมโยงได้กับระบบโทรศัพท์มือถือชั้นนำทุกเครือข่าย เช่น AIS, TRUE, DTAC เป็นตัวช่วยที่สะดวกสบายให้กับผู้ทำธุรกิจเว็บไซต์ SEO ให้ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น

4. Imagify

การมีรูปถ่ายของสินค้าเป็นตัวช่วยที่ทำให้บทความ SEO มีความน่าสนใจยิ่งขึ้นและทำให้การจำหน่ายสินค้าที่ต้องแสดงรูปภาพประกอบการตัดสินใจประสบความสำเร็จมากขึ้น การมี Plugin Imagify จะช่วยบีบอัดรูปให้เล็กลง เพื่อให้ลดเวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลน้อยลง โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกระดับความละเอียดภาพได้ตั้งแต่แบบธรรมดา จนถึงการทำให้ภาพเล็กมาก (ภาพหน้าปก) ซึ่งจะมีความละเอียดภาพต่ำ นับว่าเป็น Plugin ที่มีประโยชน์มาก เพราะมีการวิจัยด้านการตลาดพบว่าหากลูกค้าที่ใช้บริการเว็บไซต์ต้องรอเวลาดาวน์โหลดภาพนาน ๆ ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปใช้บริการจากเว็บไซต์อื่นที่ใช้เวลารอคอยน้อยกว่า

จะเห็นได้ว่า plugin ที่กูรูการตลาดแนะนำมาล้วนเป็นประโยชน์ต่อการทำให้เว็บไซต์ SEO ประสบความสำเร็จทั้งในด้านอันดับที่ดียิ่งขึ้นและยอดขาย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์หรือเจ้าของกิจการออนไลน์ให้ความสนใจกับเครื่องมือเสริมเทคนิค SEO เพื่อนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

Plugin ที่ควรรู้จัก เพื่อนำไปใช้กับเว็บไซต์

SEO คืออะไร และดีอย่างไรต่อเว็บไซต์คุณ

การขายของออนไลน์เป็นที่นิยมอย่างมากในยุค 2019

การขายของออนไลน์เป็นที่นิยมอย่างมากในยุค 2019 เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายที่สุด ซึ่งการทำ SEO นับเป็นเทคนิคประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ออนไลน์ที่กูรูทางการตลาดแนะนำ เพื่อให้เว็บไซต์ทุกประเภทได้รับผลดีอย่างรอบด้าน

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization โดยหลักการประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

หมายถึงการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ของเว็บไซต์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น

การออกแบบโลโก้ เลือกธีมสีของเว็บไซต์ และใช้ฟอนต์ที่สื่อถึงแบรนด์ได้อย่างชัดเจนและเป็นที่จดจำได้ง่าย

พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งในจอโทรศัพท์มือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด

เลือก Keyword SEO ที่ได้จากการวิจัย ว่าตรงกับการค้นหาของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ในการเขียนหัวข้อ Title การตั้งชื่อลิงก์ของเพจ การตั้งชื่อรูป เป็นต้น

ผลิตบทความที่มีคุณภาพ ให้สาระที่เป็นประโยชน์ที่ทันสมัยแก่ผู้อ่านอยู่เสมอ

2. Off-Page SEO

คือ การสร้างลิงก์เชื่อมโยงหลายเว็บไซต์เข้าด้วยกัน เช่น หากทำเว็บไซต์ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ ก็ควรไปแนะนำเทคนิคดูแลสุขภาพในห้องสนทนาต่าง ๆ ที่คุยกันเฉพาะเรื่องสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การขายสินค้าของเว็บไซต์คุณ เป็นต้น

ข้อดีที่เว็บไซต์จะได้รับจากการทำ SEO ได้แก่

1. ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ ประหยัดค่าโฆษณาได้ หากทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปอาศัยการโฆษณาในช่องทางอื่นให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด

2. ทำให้มีลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น คุณสามารถรอรับออเดอร์จากต่างประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากทำเว็บไซต์เป็นระบบหลายภาษา และใช้ Keyword ที่เป็นทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ จะยิ่งทำให้ขยายฐานลูกค้าได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องไปโฆษณาแบบ SEM หรือ Search Engine Marketing ที่ต้องมีการประมูลพื้นที่โฆษณาและมีการจ่ายค่าบริการตามการคลิกด้วย

3. ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและมีภาพลักษณ์ที่ดีในกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันจะนิยมแบรนด์ที่ให้ข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วน ไม่เน้นการขายที่เป็น Hard-Sale มากเกินไป ใส่ใจข้อมูลที่มีความทันสมัย และต้องมีความโปร่งใสของแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และหากมีการทำคลิปวีดีโอที่ช่วยให้เข้าใจบทความได้ง่ายยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจและเกิดความประทับใจ อยากกลับมาใช้บริการและสนับสนุนกิจการของเว็บไซต์ในระยะยาวอีกด้วย

คงเห็นแล้วว่า การทำเว็บไซต์ SEO เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ยุคใหม่ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องการประสบความสำเร็จระดับสูง จำเป็นต้องทำตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างรอบด้าน หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านมีความมั่นใจในการทำ SEO มากยิ่งขึ้น โดยสามารถศึกษาด้วยตัวเองหรือจ้างบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการทำ SEO ก็ได้เช่นกัน

SEO คืออะไร และดีอย่างไรต่อเว็บไซต์คุณ

เลือกบริษัททำ SEO ต้องดูอะไรบ้าง

เลือกบริษัททำ SEO ต้องดูอะไรบ้าง

ปัจจุบันการทำเว็บไซต์ SEO ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเป็นช่องทางในการ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มอำนาจในการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจรายอื่น ซึ่งการทำ SEO หรือ search engine optimization มีอยู่หลายองค์ประกอบที่ ผู้ประกอบการสามารถเรียนรู้ทำเองได้ หรืออาจใช้บริการบริษัทรับจ้างทำ SEO ก็ได้

การเลือกผู้รับจ้างทำ SEO ที่ดีมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา ดังนี้

1. ความน่าเชื่อถือ

หากไม่มีคนรู้จักที่ไว้ใจได้แนะนำบริษัทใด ๆ คุณก็สามารถเปิดหาได้จาก Google search โดยควรเลือกจ้างบริษัทรับทำ SEO ที่เปิดกิจการมายาวนาน มีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ มีเอกสารที่แสดงถึงการเปิดเป็นบริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีตัวอย่างผลงานและทีมงานที่มีคุณภาพ ที่สำคัญคือ มีสัญญาในการจ้างงานที่ชัดเจน เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบหากมีปัญหาในภายหลัง

2. ประสบการณ์ในการทำงาน

บริษัทรับทำเว็บไซต์ SEO จะต้องมีทีมงานที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การออกแบบงานด้านกราฟิก การผลิตบทความที่มีคุณภาพ ฯลฯ ซึ่งคุณสามารถขอดูตัวอย่างผลงานการทำ SEO ในเว็บไซต์ของลูกค้ารายเก่าของบริษัทที่คุณสนใจได้ เพื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบข้อมูลกันระหว่างหลายบริษัท และยังทำให้ช่วยในการประเมินค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นว่าจะมีความคุ้มค่าเมื่อจ้างงานบริษัทใดมากที่สุด

3. สอบถามแนวทางของการทำ SEO ตั้งแต่ต้น

การทำ SEO ที่ดี ไม่ใช่เริ่มจากการทำ keyword หรือเขียนบทความที่มีคุณภาพ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำ SEO มักเริ่มจากการปรับปรุงแก้ไขส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานทั้งในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การตั้งค่าในทางเทคนิคต่าง ๆ โดยเฉพาะหากเป็นเว็บไซต์ที่ทำมานานแล้ว จะต้องมีการแก้จุดบกพร่องเช่น ลิงก์เชื่อมโยงที่ไม่สามารถใช้งานได้เป็นปกติ หรือมีการออกแบบโลโก้และสีสันที่ทันสมัย ที่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่แบรนด์ ดังนั้นการจ้างทำบริษัท SEO จึงควรสอบถามแนวทางในการแก้ไขตั้งแต่ต้น ก่อนการทำสัญญา

4. ค่าชดเชยหรือการยกเลิกสัญญา

กรณีที่การทำ SEO ไม่ได้ผลตามที่การันตีผลไว้ เช่น อันดับไม่เพิ่มในระยะเวลา 3 เดือน จำนวนผู้เข้าชมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ยอดขายไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ เป็นต้น คุณสามารถที่จะยกเลิกสัญญาหรือได้รับค่าชดเชยอย่างไรบ้างจากบริษัททำ SEO สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นคำถามที่ต้องระบุไว้ในสัญญาด้วย เพื่อเป็นหลักฐานไม่ให้มีปัญหาโต้แย้งในภายหลัง

จะเห็นได้ว่า การจ้างบริษัททำ SEO มีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจหลายด้าน ซึ่งการเลือกบริษัทที่ดีและวางใจได้ จะเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการหรือเจ้าของเว็บไซต์ก็ควรเรียนรู้หลักการทำ SEO เพื่อให้เข้าใจแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น

การเลือกผู้รับจ้างทำ SEO ที่ดีมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา

ข้อดีที่คุณควรทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ในปี 2019

ข้อดีที่คุณควรทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ในปี 2019

การค้าขายออนไลน์เป็นที่นิยมมากในช่วง 10 ปีมานี้ เนื่องจากความสะดวกในการสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อผู้ขายเข้าด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง โดยในปัจจุบันทุกประเภทธุรกิจต่างมีจำนวนคู่แข่งทางธุรกิจมาก การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการตลาดที่ได้รับการแนะนำจากบรรดากูรูให้ทำ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้มากขึ้น

เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเป็นแรงบันดาลใจให้นักธุรกิจออนไลน์ใส่ใจการทำ SEO กันมากขึ้นเสียแต่วันนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อดีในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ตามรายละเอียดต่อไปนี้

1. ประหยัดค่าโฆษณา

เนื่องจาก SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่เน้นการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพสอดคล้องตามที่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google กำหนดไว้ อันดับในการนำเสนอในหน้าต่างการสืบค้นจะไม่สามารถซื้อได้ เพราะเป็นผลการค้นหาแบบธรรมชาติโดยระบบของ Search Engine จึงทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาได้

2. ขยายฐานลูกค้าไปต่างประเทศ

หนึ่งในหลักการทำ SEO คือ การทำ Backlink เชื่อมโยงเว็บไซต์ธุรกิจคุณกับเว็บไซต์ภายนอก จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าการรอให้ลูกค้ามาค้นหาตาม Keyword เช่น คุณขายสินค้าจำพวกงานฝีมือของไทย ก็สามารถไปเข้ากลุ่มสนทนาที่มีชาวต่างชาติจำนวนมากรวมตัวกัน เพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับงานศิลปะ หรืองานฝีมือของคนไทย เมื่อมีชาวต่างชาติสนใจสอบถามข้อมูล ก็สามารถให้ Link เว็บไซต์ของคุณเพื่อให้เพิ่ม Traffic ที่ทำให้อันดับ SEO สูงขึ้น และเพิ่มยอดขายได้พร้อมกันไปด้วย

3. ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ

การทำ SEO ในส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายและสวยงามอยู่เสมอ โดยมีการออกแบบโลโก้ที่สะดุดตา ใช้ฟอนต์ตัวอักษรที่เป็นเอกลักษณ์ มีธีมสีที่ชัดเจน สื่อสารถึงตัวสินค้าได้ เช่น สินค้าออร์แกนิก ใช้ธีมสีเขียว จะทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักและจดจำง่ายขึ้นกว่าเดิม

4. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย

การใส่ใจทำ SEO ให้เว็บไซต์ใช้งานง่าย ไม่มีปัญหาความล่าช้าในการดาวน์โหลดข้อมูล จะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน (เรียกว่า Mobile-Friendly) เพราะหากใช้ได้เฉพาะคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จะทำให้เสียโอกาสในการขายไปมากกว่า 60% เลยทีเดียว

5. ทำให้มีลูกค้าประจำมากขึ้น

การขายสินค้าออนไลน์ในระยะยาว ต้องมีฐานลูกค้าประจำจำนวนมาก การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือ และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยตลอดเวลา หากร่วมกับการบริการที่เป็นมิตรและสินค้าประทับใจผู้ซื้อ ก็จะทำให้มีลูกค้าประจำมากขึ้นในระยะยาว

SEO เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้คุณได้รับประโยชน์หลากหลาย ทั้งการพัฒนาเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ ขยายกลุ่มลูกค้า และเพิ่มยอดขายได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากใส่ใจการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ออนไลน์เสียแต่วันนี้ ย่อมประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นในปี 2019 อย่างแน่นอน

นักธุรกิจออนไลน์ใส่ใจการทำ SEO