เทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO

เทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO

ในวงการ SEO ต่างยอมรับว่าคอนเทนต์หรือบทความเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ แต่กว่าที่จะได้มาซึ่งบทความคุณภาพเหล่านั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ในการจัดวางองค์ประกอบและเทคนิคสำคัญหลายประการลงในงานเขียนเพื่อให้บทความนั้นอุดมไปด้วยคุณค่าของความรู้ คีย์เวิร์ดที่ส่งผลดีต่อการค้นหา ตลอดกระบวนการตามแนวทางการทำ SEO(Search Engine Optimization) ต่าง ๆ นานา ซึ่งล้วนแต่มีเป้าหมายหลักในการทำให้บทความบนเว็บไซต์นั้น ติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกของ Google ซึ่งผลลัพธ์จากการค้นหานั้นจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างนัยสำคัญในเชิงการตลาด ส่วนจะมีเทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO อย่างไรนั้น เราไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันค่ะ

เทคนิคที่ 1 การทำให้บทความเป็นที่ยอมรับสำหรับ Search Engine ในการค้นหาคีย์เวิร์ด ที่ได้รับความเป็นที่สนใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ด้วยความสดใหม่ของบทความหรือ Original Content ในที่นี้หมายถึงการแตกประเด็น อย่างสร้างสรรค์ จับจุดเด่นมานำเสนออย่างเป็นธรรมชาติ เติมเสน่ห์และบรรยากาศเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าและเว็บไซต์ นำมาเขียนด้วยเทคนิควิธีเฉพาะตัวให้น่าสนใจ หรือ เป็นประเด็นใหม่ ๆ ที่หยิบยกมานำเสนอเป็นคนแรก ๆ เป็นต้น

เทคนิคที่ 2 ฝึกเขียนบทความคุณภาพที่มีความยาวประมาณ 500-1000 คำ ซึ่งเป็นขนาดที่พอเหมาะแก่การวิเคราะห์คุณภาพของบทความที่ดีในแนวทางของ Search Engine ที่มีมาตรฐานระดับสากลอย่าง Google ซึ่งความสามารถคิดและวิเคาะห์บทความขนาดยาวได้ดีกว่าบทความขนาดสั้น ๆ

เทคนิคที่ 3 ค้นหาคีย์เวิร์ดที่คนนิยมค้นหากันเยอะ ๆ และมีความหมายตรงกับเนื้อหาที่เราเขียนโดยพิมพ์คำค้นหาลงบน Google Keyword Planner ก็จะพบคีย์เวิร์ด และคำใกล้เคียงมากมายให้เราเลือกใช้ตามความต้องการ

เทคนิคที่ 4 นำคีย์เวิร์ดที่ค้นหามาใส่ลงในเนื้อหาบทความที่เขียนให้กลมกลืน เช่น ใน 100 คำแรก บนหน้าเว็บไซต์ ใน Headline , Meta Description, รูปภาพ หรือ ลิงก์ URL แล้วจึงใส่ Internal link เพื่อเชื่อมต่อไปยังบทความที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ หรือบทความที่มาของเนื้อหานั้นด้วย

เทคนิคที่ 5 เมื่อได้บทความที่มีเนื้อหาครอบคลุม ทั้งเอื้อประโยชน์และให้ความรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายแล้ว เทคนิคสำคัญประการหนึ่งคือการอัปเดตคอนเทนต์ที่เผยแพร่อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะ เพื่อให้บทความได้รับการแชร์ต่อ ๆ กันไปให้แพร่หลายอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

จากประสบการณ์ในการทำ SEO พบว่าในสายตาของ Search Engine อย่าง Google คอนเทนต์หรือบทความที่เผยแพร่ลงบนเว็บอย่างสม่ำเสมอ หมายความว่า เว็บไซต์หรือผลิตภัณฑ์นั้น มีผู้สนใจและมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแชร์ต่อ ๆ กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเปรียบได้กับการทำโฆษณาแบบปากต่อปากด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยผู้ใช้ ซึ่งเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามายังเพจหรือเว็บไซต์​ ช่วยกระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจในสินค้าหรือบริการที่ต้องการนำเสนอ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

ต้องยอมรับว่าการทำการตลาดออนไลน์โดยการทำ SEO นับเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง เพราะ SEO คือตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหาของ Search Engine ซึ่งหากทำได้ก็มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มโอกาสการซื้อ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลายเรื่องเข้าใจผิดในการทำ SEO ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะแทนที่เว็บไซต์จะติดอันดับแต่กลายเป็นตกอันดับหรือโดนแบนไปอย่างไม่น่าเชื่อ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ SEO

1.คีย์เวิร์ดยิ่งมาก ยิ่งติดอันดับ
นักการตลาดออนไลน์น่าจะทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเว็บไซต์คุณเจอ คือ คีย์เวิร์ด ดังนั้น จึงมีขั้นตอนค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อดูเทรนด์การค้นหาว่ากลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหาคีย์เวิร์ดใด ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งมีคีย์เวิร์ดมากเท่าไหร่ยิ่งดี ทั้งที่จริงแล้วหลักการที่ถูกต้อง คือ ควรใส่คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่พยายามใส่คีย์เวิร์ดเยอะเกินไป

2.Backlink ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี
การทำ Backlink หรือการทำลิงก์เพื่อให้คนคลิกกลับเข้ามายังเว็บไซต์ มีข้อดีคือช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชม ซึ่ง Search Engine จะเก็บสถิติว่าเว็บไซต์นั้น ๆ มีผู้เยี่ยมชมจำนวนเท่าไหร่ ยิ่งหากมีผู้เยี่ยมชมจำนวนมากเท่าไหร่ Search Engine จะยิ่งให้ความน่าเชื่อถือ ทำให้นิยมฝากลิงก์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่การฝากลิงก์กับเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกลับไม่ส่งผลดี เพราะ Search Engine อาจคิดว่าเว็บไซต์คุณเป็นสแปม ดีไม่ดีอาจโดนแบนเลยก็เป็นได้

3.SEO ทำครั้งเดียวก็เพียงพอ
นักการตลาดบางคนทำ SEO ระยะสั้นหรือทำครั้งเดียวหยุด ซึ่งการทำแบบนี้อาจไม่ส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์เท่าไหร่นัก เพราะ Search Engine จะเก็บสถิติการเข้าชมเรื่อย ๆ จึงต้องอาศัยความสม่ำเสมอ นอกจากนี้การทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 6 เดือน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตัดสินภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

4.ทำ SEO ติดอันดับแล้วยอดขายพุ่ง
เพราะการทำ SEO เป็นวิธีทำการตลาดออนไลน์วิธีหนึ่ง ทำให้เจ้าของเว็บไซต์คาดหวังว่าการทำ SEO ติดอันดับแล้วจะส่งผลให้ยอดขายดีขึ้น ทั้งที่จริงแล้ว SEO เป็นเพียงตัวช่วยให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์คุณเท่านั้น และยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็น ราคาสินค้า คุณภาพสินค้า ฯลฯ เพราะฉะนั้นควรทำ SEO ควบคู่กับการตลาดออนไลน์วิธีอื่นด้วย

การทำ SEO มีองค์ประกอบหลายอย่างในการผลักดันเว็บไซต์ให้เข้าหลักเกณฑ์การให้คะแนนจาก Search Engine เพราะฉะนั้นนักปั้น SEO จึงจำเป็นต้องเข้าใจองค์ประกอบทุกด้านเพื่อผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหา ที่สำคัญการตลาดออนไลน์วิธีนี้ยังจำเป็นต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ ดังนั้น จึงควรให้เวลากับการทำ SEO ไปพร้อมกับการทำการตลาดออนไลน์วิธีอื่น ๆ

5 วิธีทำ SEO อย่างไรให้ปัง ติดอันดับการค้นหาใน Google

5 วิธีทำ SEO อย่างไรให้ปัง ติดอันดับการค้นหาใน Google

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำเว็บไซต์ให้เหมาะสมต่อการทำงานของ Search engines เพื่อให้ผลการค้นหาติดอันดับต้น ๆ และเพิ่มการเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่ง Google เป็น Search engine เพื่อการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย การทำ SEO ให้สอดคล้องกับหลักและคำแนะนำของ Google จึงเพิ่มโอกาสให้มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น โดยเราได้รวบรวม 5 วิธีในการทำ SEO ที่จะช่วยให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีขึ้นมาฝากกัน อย่ารอช้า มาเริ่มดูไปพร้อมกัน ดังนี้

1.สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและเพิ่มความน่าสนใจด้วยสื่อที่หลากหลาย
เนื้อหาที่มีคุณภาพประกอบไปด้วยหลายปัจจัย เช่น เป็นข้อมูลเชิงลึกมีความน่าเชื่อถือ มีความยาวที่พอเหมาะ 500 คำขึ้นไป ใช้คีย์เวิร์ดได้เหมาะสม และมีภาพประกอบหรือสื่ออื่น ๆ ที่ช่วยดึงดูดให้ผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้นนานขึ้น โดยระยะเวลาการใช้งานในหน้าเว็บไซต์นี้ก็มีผลต่อการวิเคราะห์การจัดอันดับของ Google ด้วย

2.จัดการเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการเข้าถึง
เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างตรงจุด Google จึงสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Algorithm เพื่อประมวลผลและจัดอันดับผลการค้นหาได้มากที่สุด ซึ่งนอกจากเนื้อหาที่มีคุณภาพแล้ว การจัดการบนหน้าเว็บไซต์ซึ่งเอื้อต่อการใช้งานก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้รักษาอันดับที่ดีไว้ โดยมีหลายส่วนที่ควรให้ความสำคัญ เช่น มีแพลตฟอร์มที่สะอาด อ่านง่าย ใช้งานสะดวกรวดเร็ว มีการแบ่งหมวดหมู่ของเนื้อหา และมีลิงก์เชื่อมโยงไปยังหน้าอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

3.ใช้คีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาบ่อย
การสร้างคอนเทนต์ที่ประกอบด้วยคีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาบ่อย ก็เพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องการ โดยมีโปรแกรมมากมายที่เป็นตัวช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ดในการทำ SEO เช่น Google Keyword Planner, Google Trends และ Answer the Public เป็นต้น โดยโปรแกรมข้างต้นสามารถใช้งานได้ฟรี แต่บางโปรแกรมก็ฟรีแต่มีข้อจำกัด ซึ่งหากทดลองใช้แล้วยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด ก็มีโปรแกรมอื่น ๆ ที่คิดค่าบริการแต่สามารถใช้หาคีย์เวิร์ดและมีฟังก์ชันอื่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำ SEO มากขึ้น เช่น SEMruch, Ahrefs และ Moz Keyword Explorer เป็นต้น

4.ใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสม
การใส่คีย์เวิร์ดในเนื้อหามีส่วนสำคัญต่อการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบ Algorithm ของ Google ซึ่งการใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสมก็จะช่วยให้ติดอันดับผลการค้นหาได้ไวขึ้น โดยส่วนที่ควรใส่คีย์เวิร์ดมีหลากหลายตำแหน่ง อย่างเช่น หัวข้อเรื่อง, Meta description หรือส่วนที่อธิบายเนื้อหาและคีย์เวิร์ด ซึ่งจะช่วยให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลของ Google เข้าใจข้อมูลภายในเว็บไซต์มากขึ้น อย่างเช่น ถ้าหากพลาดชมการแข่งขันฟุตบอลคู่สำคัญของเมื่อคืนไป ก็เลือกใช้ “ผลบอลย้อนหลัง” ให้เป็นคีย์เวิร์ดในการค้นหาได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่คีย์เวิร์ดใน URL หรือที่อยู่ของเว็บไซต์, ในเนื้อหาย่อหน้าแรก, หัวเรื่องรอง และใส่ควรใส่คีย์เวิร์ดกระจายในเนื้อหาให้มีความถี่เหมาะสม เป็นต้น

5.ใช้ระบบวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาที่ดีกว่า
การวัดผลของข้อมูลบนเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดในการพัฒนาที่ดีกว่า โดยมีหลากหลายโปรแกรมที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Google Analytics, NetInsight และ WebTrends เป็นต้น โดยข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ก็จะช่วยให้สามารถปรับปรุงเนื้อหาหรือฟีเจอร์บนเว็บไซต์เพื่อให้ตอบโจทย์ algorithm ของ Google ได้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในด้านของความน่าเชื่อถือ ยอดขายและผลกำไร

SEO คืออะไร เพราะเหตุใดธุรกิจต้องมีและไม่ควรมองข้าม

SEO คืออะไร เพราะเหตุใดธุรกิจต้องมีและไม่ควรมองข้าม

สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกยุคทุกสมัย ในแต่ละยุคก็มีสิ่งที่ต้องสนใจและพัฒนาแตกต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนนิยมใช้การสื่อสารบนโลกออนไลน์กัน 24 ชั่วโมง ผู้ทำธุรกิจจะละเลยการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางโลกออนไลน์ไม่ได้ เครื่องมือหนึ่งที่ธุรกิจต้องมีและสำคัญเป็นอย่างมากคือการทำ SEO บนหน้าเว็บไซต์ของตัวเอง

วันนี้เราจะมาแจกแจงให้เห็นว่าเพราะอะไร SEO จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

1.เครื่องมือสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบันคือ การค้นหาสิ่งที่สนใจหรือต้องการผ่าน Google Search ซึ่ง SEO (Search Engine Optimization) คือการทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจทะยานขึ้นไปสู่หน้าแรกของผลการค้นหาใน Google ด้วยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ หรือคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมใช้กัน ความหมายคือหากหน้าเว็บไซต์ของคุณมีข้อมูลหรือเนื้อหาที่ตรงกับคำค้นหา ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกพบเจอและมีโอกาสถูกคลิกเข้าไปชมมากขึ้นอย่างมาก

2.ประเด็นสำคัญของการทำ SEO คือคีย์เวิร์ด ที่มองว่าจะมีการใช้ในคำค้นหน้าบนหน้า Google มากที่สุด ความยากของเรื่องนี้คือหากคีย์เวิร์ดที่ใช้บนหน้าเว็บไซต์ของเราเป็นคำที่ธุรกิจอื่นโดยเฉพาะคู่แข่งก็ใช้เหมือน ๆ กัน หมายความว่าโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอก็ยากขึ้นอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นก่อนทำ SEO จึงต้องวางแผนว่าเว็บไซต์ของเราควรใช้คีย์เวิร์ดใดที่คิดว่ากลุ่มเป้าหมายจะใช้ในการค้นหา โดยอาจใช้เครื่องมือ Google Keyword Planner ช่วยได้

3.เนื้อหาหรือข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO เนื่องจากระบบการค้นหาจะมีการตรวจสอบทั้งปริมาณและตำแหน่งที่คีย์เวิร์ดปรากฏอยู่ ดังนั้นการทำให้หน้าเว็บไซต์ติดลำดับต้น ๆ ของการค้นหา ธุรกิจจะมีโอกาสได้กลุ่มเป้าหมายจากการคลิกเข้าไปชมมากขึ้น หมายความว่าการทำ Content Marketing บนหน้าเว็บมีส่วนสำคัญต่อธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือเคล็ดลับในการเลือกใช้สินค้าหรือบริการของธุรกิจ ล้วนมีส่วนช่วยให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นเจอได้ง่ายขึ้น

4.ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ก็สำคัญต่อการทำ SEO เช่นกัน บทความที่มีคุณภาพบนหน้าเว็บไซต์ของธุรกิจมีส่วนช่วยดึงดูดให้มีการแชร์ข้อมูลต่อ ๆ กันไปบน Social Network ย่อมเป็นโอกาสที่เว็บไซต์เป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้น

5.การตรวจสอบ SEO ของเว็บไซต์เป็นประจำ ทำให้ธุรกิจสามารถทราบสถิติของการค้นหาและนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงการทำ SEO ให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับของการค้นหาได้

กล่าวโดยสรุปคือ SEO คือเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญของธุรกิจในยุคดิจิทัลที่จะช่วยทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จัก ถูกค้นหาและติดตาม ซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจออนไลน์สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้มากกว่าคู่แข่งหรือธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไรกับธุรกิจ Startup ในปัจจุบัน เรามีคำตอบ

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไรกับธุรกิจ Startup ในปัจจุบัน เรามีคำตอบ

สำหรับธุรกิจที่กำลังมาแรงในยุคนี้คงหนีไม่พ้นธุรกิจประเภท Startup ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในบ้านเราอย่างล้นหลามในช่วงหลายปีมานี้ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุน้อย ๆ มีผู้ร่วมก่อตั้งและดำเนินงานเพียงไม่กี่คน แต่กลับทำกำไรได้อย่างมหาศาล แม้ว่าในต่างประเทศธุรกิจประเภทนี้มีมานานแล้ว บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน อย่าง Facebook, Google, Apple ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็น Startup เล็ก ๆ กันทั้งนั้น แต่ถึงอย่างนั้นการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและสื่อโซเชียงมีเดียต่าง ๆ ทำให้ธุรกิจ Startup บูมขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แถมยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วจน Startup บางเจ้าสามารถเติบโตจนกลายเป็นบริษัทใหญ่ภายในระยะเวลาไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่บรรดาธุรกิจ Startup ใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคในโลกออนไลน์ก็คือ การทำ SEO บนเสิร์ชเอนจิ้นนั่นเอง ดังนั้น วันนี้เราจึงจะไปทำความรู้จักกับข้อดีของการทำ SEO ในธุรกิจ Startup กัน

สำหรับ คนที่ยังไม่รู้จักคำว่า SEO ก็อธิบายแบบง่าย ๆ ว่า SEO (Search Engine Optimization) คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับหน้าแรก ๆ ในการค้นหาบนแพลตฟอร์มเสิร์ชเอนจินต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น Google โดยใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่มีการใช้ค้นหาบ่อย ๆ เพื่อให้ระบบ “อัลกอริทึม” (Algorithm) ของ Google จัดลำดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่ลำดับแรก ๆ ในหน้าแสดงผลการค้นหาด้วยคำนั้น ๆ ซึ่งการทำ SEO นี้มีข้อดีกับ Startup ได้แก่

1) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
เนื่องจากการทำ SEO หัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการในธุรกิจของเรา ดังนั้น หากเราทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพ เว็บไซต์ของเราก็จะอยู่ในลำดับแรก ๆ เมื่อมีผู้ค้นหาใน Google ด้วย คำ หรือ คีย์เวิร์ด ที่ตรงกับของเรา ทำให้คนที่มีโอกาสเห็นเว็บไซต์ของเรามากที่สุดก็คือคนที่สนใจในสินค้าและบริการนั้น ๆ อยู่แล้วนั่นเอง

2) SEO สามารถรักษาอันดับบนหน้าการค้นหาได้ยาวนาน
หากเราทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับแรก ๆ ที่จะแสดงบนหน้าการค้นหาด้วยคำนั้น ๆ แล้ว ยังสามารถรักษาอันดับบนหน้าการค้นหาได้ยาวนาน ยิ่งมีผู้ใช้งานคลิกเข้าเว็บไซต์ของเรามากเท่าไหร่ SEO ที่เราทำก็จะติดอยู่ในอันดับแรก ๆ นานขึ้นเท่านั้น เพราะ Google มักจะแสดงผลการค้นหาจากคุณภาพและความน่าเชื่อถือจากจำนวนผู้ใช้งานที่คลิกเข้าไปนั่นเอง แถมการติดอันดับแรก ๆ บนหน้าค้นหาของ Google ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือในแบรนด์ของเราไปในตัวด้วย

3) ประหยัดต้นทุนในการทำธุรกิจ
แน่นอนว่าธุรกิจ Startup ย่อมมีพื้นฐานจากเงินลงทุนที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก การทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์แบรนด์ของเราลงไปได้มาก ส่วน SEO นั้นมีสองอย่างคือลงแรงศึกษาและทำเอง หรือจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในระยะยาวแล้ว ต้นทุนถูกกว่าการลงโฆษณาทางตรงแน่นอน หาก SEO ของเราติดอันดับหน้าแรก ๆ มาก ความเชื่อมั่นในแบรนด์ของเราก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

การทำ SEO ยังมีประโยชน์อีกมากมาย แม้ว่าหลายคนอาจจะบอกว่าไม่เคยมีประสบการณ์ทำ SEO มาก่อน หรือบางคนอาจจะไม่เคยรู้จัก SEO เลยก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่บรรดา Startup ควรรู้ไว้ก็คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจ Startup คือการเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การลงมือฝึกฝนและเรียนรู้ประโยชน์ของ SEO จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ Startup ด้วยเช่นกัน

แนะนำ 3 เคล็ดลับทำ SEO ง่าย ๆ ให้ติดท็อป Google สำหรับมือใหม่

แนะนำ 3 เคล็ดลับทำ SEO ง่าย ๆ ให้ติดท็อป Google สำหรับมือใหม่

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า Google เป็น Search Engine ยอดนิยมของคนทั้งโลก จากการสำรวจสถิติการใช้งานในปี 2019 พบว่ามีผู้ใช้ Google ในการค้นหาข้อมูลกว่า 3,500 ล้านครั้ง คิดแล้วเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ทุกปี ในจำนวนมีกว่า 60% ที่ใช้งาน Google Search บนโทรศัพท์ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าของแบรนด์พยายามทำให้หน้าเว็บไซต์ของตัวเองติดหน้าแรกในการค้นหาโดยการทำ Search Engine Optimize หรือ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำ SEO คือ จ้างนักการตลาดมืออาชีพมาคอยจัดการระบบและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นและอยากจะลองทำ SEO ด้วยตัวเองก่อน เราก็มี 3 วิธีทำ SEO ง่าย ๆ สำหรับมือใหม่มาแนะนำ

1.บทความที่ดี
ต้องยอมรับการจัดการด้านบทความถือว่าเป็นเรื่องแรกที่ต้องให้ความสำคัญในการทำ SEO เพราะ Google ได้มีกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็นบทความที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องประกอบไปด้วย Keyword อย่างน้อย 1 คำ และต้องปรากฏอยู่ในชื่อเรื่อง คำอธิบายบทความแบบย่อ (Meta Description) ย่อหน้าแรกของบทความ และรวมกันทั้งบทความต้องไม่เกิน 2.5% ส่วนความยาวบทความต้องมีความยาวตั้งแต่ 300 คำ เว้นระยะให้อ่านง่าย และแสดงจุดแตกต่าง อย่างตัวหนาหรือบุลเลทต์ นอกจากนั้นควรใส่ลิงก์เชื่อมโยงไปยังหน้าอื่น ๆ ของเว็บไซต์ รูปภาพ ลิงก์วิดีโอ ไฟล์เสียงลงไปด้วย เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานให้ใช้เวลากับเว็บไซต์ของเรามากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดคือคุณภาพ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ชม เพราะฉะนั้นจึงต้องใส่ใจในเนื้อหาของบทความด้วย

2.คำค้น หรือ Keyword
สำหรับคำค้นหรือ Keyword นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การค้นหาเว็บไซต์ง่ายขึ้น เพราะผู้ใช้งานจะใช้คำค้นในการค้นหาสิ่งที่ตัวเองสนใจ ดังนั้นจึงต้องเลือกคำค้นที่เหมาะสมและได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป โดยแนะนำให้เลือก Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย และเป็น Keyword ที่คนใช้ค้นหาเป็นจำนวนมาก ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ หาจากช่อง main keyword และ idea keyword ที่ Google แนะนำ

3.เว็บไซต์ควรมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ
แน่นอนว่าถ้าอยากให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลาคือ อัปเดตเว็บไซต์ด้วยบทความอย่างน้อย 6 เดือนต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มการเคลื่อนไหวให้เว็บไซต์แล้ว ยังเป็นการเรียกคะแนนจาก Google ให้กับเว็บไซต์ของตัวเองอีกด้วย ทั้งในส่วนของความน่าเชื่อถือ จำนวนคนที่คลิกเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มโอกาสในการแชร์บน Social media มากขึ้น

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับเคล็ดลับดี ๆ ในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดท็อปหน้าแรกของ Google ที่เรานำมาฝากในวันนี้ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการทำ SEO นั้นไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถของคนที่มีความพยายาม ขอแค่ศึกษาหาความรู้และปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพียงเท่านี้ก็ทำให้เว็บไซต์อยู่อันดับต้น ๆ หรือหน้าแรกของผลการค้นหาได้ไม่ยาก

จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังเลือกบริษัททำ SEO มืออาชีพ

จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังเลือกบริษัททำ SEO มืออาชีพ

ปัจจุบันมีบริษัทรับจ้างทำ SEO ออนไลน์มากมายให้คุณเลือก หากคุณไม่ต้องการเสียเวลาทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วยตัวเอง เพื่อเอาเวลาที่มีค่าไปทำงานที่ถนัดกว่า คือ พัฒนาสินค้าของคุณให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค คุณก็จำเป็นต้องเลือกบริษัทที่มีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเราได้รวบรวมจุดที่ควรสังเกตเพื่อเลือกบริษัททำ SEO ที่ดีที่สุด ดังนี้

1.ทะเบียนการค้า
ควรเลือกจ้างงานบริษัทรับทำ SEO ที่มีทะเบียนการค้าถูกต้อง ออกใบเสร็จค่าใช้จ่ายได้ในรูปแบบบริษัท โดยมีหมายเลขกำกับภาษีชัดเจน แสดงถึงความตั้งใจในการทำงานและรักษาชื่อเสียงของตัวเอง ลดโอกาสเจอผู้รับจ้างที่ทิ้งงานจนต้องฟ้องร้องในภายหลังได้ อย่างไรก็ตามมีบุคคลรับงานแบบฟรีแลนซ์ที่มีฝีมือและทำงาน SEO ด้วยความตั้งใจจริง แต่ต้องพิจารณาให้ดีด้วยเช่นกัน

2.มีผลรีวิวความประทับใจ
การรีวิวความประทับใจจากลูกค้าบริษัทต่าง ๆ นอกจากดูจากเว็บบอร์ดของเว็บไซต์บริการที่เปิดให้ดูเป็นสาธารณะแล้ว คุณสามารถหาอ่านได้จากห้องสนทนาในสื่อโซเชียล เช่น pantip หรือ facebook โดยการทดลองพิมพ์ชื่อบริษัทลงไป คุณอาจจะพบผลการรีวิวทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่ต้องเอามาประเมินกลั่นกรองข้อเท็จจริงอีกครั้งด้วย

3.ประสบการณ์บริการลูกค้า
หากบริษัทนั้นมีลูกค้าเป็นเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าและบริการชั้นนำมาอย่างต่อเนื่อง ก็แสดงถึงความสามารถของทีมงานที่ต้องเคยแก้ปัญหากับการทำ SEO มาอย่างหลากหลาย ทั้งด้านเทคนิคการใช้คีย์เวิร์ด การปรับโครงสร้าง การผลิตเนื้อหา SEO การทำ Backlink ฯลฯ และหากลูกค้าเก่าเป็นประเภทธุรกิจคล้ายกับที่คุณทำอยู่ ก็จะยิ่งการันตีได้ว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำ SEO ก็จะยิ่งสูงขึ้นมาก

4.มีขั้นตอนการทำงานที่ดี
หากคุณเลือกบริษัทที่มีลำดับการทำงานชัดเจน เช่น ให้คุณแจ้ง keyword สำหรับการทำ SEO ก่อน เพื่อให้บริษัทนำไปวิเคราะห์ทางสถิติแล้วค่อยทำใบเสนอราคา และหลังการทำสัญญาจะมีการทำรายงานผลการเปลี่ยนแปลงอันดับให้ดูทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน และยังมีการรักษาอันดับต่อเนื่องแม้จะหมดสัญญาไปแล้ว 3 ถึง 6 เดือน หากเป็นเช่นนี้ คุณก็สามารถมั่นใจได้ว่ากำลังคุยงานกับบริษัทที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

5.การันตีเงินคืน
แม้ว่าระบบ algorithm ของ Google จะมีความซับซ้อนจนไม่สามารถมีใครผูกขาดอันดับ 1 ได้ แต่การทำ SEO สม่ำเสมอจะช่วยให้คุณอยู่ในอันดับ Top 10 หรือ Top 5 และ Top 3 ได้ บริษัทรับทำ SEO ที่มีฝีมือ จะการันตีว่าหากไม่สามารถทำอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว จะคืนเงินแก่เจ้าของเว็บไซต์ 100% ซึ่งแสดงถึงความมั่นใจในประสบการณ์ทำ SEO ของทีม

จะเห็นได้ว่า มีหลายประเด็นที่คุณควรพิจารณาเพื่ือเพิ่มความมั่นใจในการเลือกจ้างบริษัททำ SEO เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการจ้างทำ SEO ทั้งในด้านของยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้แบรนด์ติดตลาดอย่างรวดเร็ว

5 เว็บไซต์ SEO Keywords Search รองรับภาษาไทย ฟรี!

5 เว็บไซต์ SEO Keywords Search รองรับภาษาไทย ฟรี!

Keyword เป็นคำที่นักการตลาดออนไลน์คุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นคำที่มีความสำคัญที่จะช่วยให้การทำเว็บไซต์ประสบความสำเร็จ โดย Keyword หมายถึง คำสำคัญต่าง ๆ ที่มีจำนวนผู้ค้นหาใน Search Engine, Market Place และ Social media ได้แก่ Bing, Google, Yahoo, Amazon, Facebook และ Instagram เป็นต้น

SEO หรือ Search engine optimization เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นเว็บไซต์บน Search Engine, Market Place และ Social media ได้ในอันดับแรก ๆ โดยการทำ SEO ที่ดีจะต้องมีการใช้ Keyword ที่เหมาะสม คือเป็นคำที่มีจำนวนผู้ค้นหาเยอะและมีคู่แข่งน้อย ซึ่งเราสามารถหา Keyword เหล่านั้นได้จากเครื่องมือ Keyword Search ต่าง ๆ

ในปัจจุบันมีเว็บไซต์ Keyword Search มากมายที่ให้บริการทั้งฟรีและเสียค่าใช้จ่าย แต่สำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดงบ หรือเพิ่งเริ่มหัดทำ SEO ก็มีเว็บไซต์ Keyword Search ที่ให้บริการฟรี ดังนี้

Google Trends เป็น Keyword Search ที่ใช้งานง่ายและยังบอกถึงข้อมูลที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งเราสามารถนำไปปรับใช้ได้ นอกจากนี้การหา Keyword บน Google Trends ยังบอกถึงความนิยมของคีย์เวิร์ดแยกตามภูมิภาคต่าง ๆ และที่สำคัญ คือ รองรับการค้นหาในภาษาไทย แต่มีข้อเสีย คือ ไม่ได้บอกจำนวนของอันดับการค้นหาแบบเฉพาะเจาะจง

Keyword Tool เป็นเว็บไซต์ที่ไม่เพียงช่วยหาคีย์เวิร์ดที่น่าสนใจ แต่ยังแนะนำคีย์เวิร์ดใกล้เคียงที่น่าสนใจเพื่อนำไปใช้ในการทำ SEO เพิ่มเติมด้วย รวมถึงความพิเศษของ Keyword tool ยังมีฟังก์ชันสำหรับการหาคีย์เวิร์ดเพื่อใน Amazon, Youtube, Instagram, Playstore, Twitter, Bing ฯลฯ แยกต่างหากเพื่อเกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการนำ Keyword ไปใช้ เหมาะสำหรับผู้ที่ทำเว็บไซต์และ Marketplace

Keysearch หนึ่งใน Keyword search ที่มีให้บริการฟรี และหากต้องการใช้ฟังก์ชันด้านอื่น ๆ เพิ่มก็มีค่าใช้จ่ายรายเดือนหลักร้อย รองรับการใช้งานในภาษาไทย ให้ค่าปริมาณคำค้นหาใกล้เคียงกับ Keyword Planner ของ Google นอกจากนี้ยังบอกอันดับของเว็บไซต์คู่แข่งที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน รวมถึงใช้ในการเช็ค Backlinks เว็บไซต์คู่แข่งได้

KW finder หนึ่งในผู้ให้บริการ Keyword research ที่มีฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รองรับหลายภาษาและสามารถบอกความนิยม หรือปริมาณการค้นหาตามจริงในแต่ละพื้นที่ เหมาะสำหรับใช้ทำการตลาดให้กับร้านค้าออนไลน์เป็นอย่างมาก แม้ว่าจะกำหนดจำนวนที่ใช้งานฟรีเพียง 10 วัน แต่ก็เพียงพอสำหรับการหาคีย์เวิร์ดเอาไว้ใช้ในการทำ SEO ได้

Ubersuggest หนึ่งใน Keyword search ที่ได้รับความนิยมมาก สามารถค้นหาคีย์เวิร์ดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แนะนำคีย์เวิร์ดใกล้เคียงที่น่าสนใจและบอกอันดับเว็บไซต์คู่แข่ง รวมถึงบอก Backlink ของคู่แข่ง แนะนำหัวข้อบทความที่น่าสนใจและสอนวิธีการทำ SEO โดยเครื่องมือนี้ใช้งานง่าย แม้เป็นผู้เริ่มต้น

Keyword search ทั้ง 5 เว็บไซต์มีวิธีการใช้งานในส่วนของการแนะนำปริมาณการค้นหาที่คล้ายกัน ต่างกันตรงที่ฟังก์ชันเสริมที่แต่ละเว็บไซต์ออกแบบมาเพื่อใช้ในงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มหัดทำ SEO จึงควรทดลองใช้ทั้ง 5 เว็บไซต์ เพื่อหาเครื่องมือที่ตอบโจทย์การใช้งานของตัวเองมากที่สุด

เว็บไซต์น้องใหม่ควรอ่านการทำ SEO ไม่ต้องใช้เงินอย่างที่คิด

เว็บไซต์น้องใหม่ควรอ่านการทำ SEO ไม่ต้องใช้เงินอย่างที่คิด

ช่องทางการตลาดออนไลน์กำลังได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะใช้ระบบอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสารที่คนรุ่นใหม่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต iPAD ที่เชื่อมโยงคนทั่วโลกเข้าด้วยกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับเว็บไซต์น้องใหม่ เพียงมีสินค้าที่มีคุณภาพดี ก็สามารถที่จะนำมาวางขายออนไลน์ โดยใช้การประชาสัมพันธ์แบบ SEO ที่ไม่ต้องใช้เงิน ก็สามารถทำให้มีลูกค้าและเริ่มสร้างยอดขายได้แล้ว นักธุรกิจที่เพิ่งสร้างเว็บไซต์ไม่นาน จึงควรอ่านบทความนี้จนจบ เพื่อให้ทราบเทคนิคการทำ SEO ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพจริง ดังนี้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคที่เน้นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ทางธุรกิจอย่างสม่ำเสมอในหลากหลายด้าน รวมถึงการสร้างลิงก์เพื่อสร้างช่องทางประชาสัมพันธ์ไปสู่เว็บไซต์ภายนอก จะทำให้การทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้เงินทุนสูง ดังนี้

1. การเลือกสีและฟอนต์ตัวอักษรของเว็บไซต์ที่เป็นเอกลักษณ์และเข้ากับสินค้า ตัวอย่างเช่น การขายเสื้อผ้าเด็กออนไลน์ ควรจะใช้สีโทนอ่อน เช่น ฟ้าและชมพูอ่อน ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและเป็นกันเองกับกับเด็ก ทั้งนี้ต้องเลือกฟอนต์ตัวอักษรที่อ่านง่าย ๆ ตัวกลมมน จะได้รับความนิยมจากผู้ปกครองที่มาหาซื้อเสื้อผ้าให้บุตรหลาน มากกว่าการใช้สีฉูดฉาดและฟ้อนที่มีความเหลี่ยมตัวหนาใหญ่

2. การนำข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น อัพเดทข่าวสารที่ทันสมัยและเกี่ยวข้องกับตัวสินค้าของคุณอยู่เสมอ เช่น หากคุณทำสินค้ากลุ่ม Organic ก็ควรนำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ของสินค้าออร์แกนิก ผลต่อสุขภาพผู้ใช้ และความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ มาให้กลุ่มเป้าหมายได้อ่านเป็นระยะ จะทำให้กระตุ้นทำให้เกิดแรงจูงใจในการเลือกซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้นอยากมีลูกค้าขาประจำมาซื้อของในเว็บไซต์ ควรรู้วิธีการทำ SEO

3. การพัฒนาตัวเว็บไซต์ให้เปิดใช้งานเข้าได้กับอุปกรณ์สื่อสารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ แท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้จะต้องปรึกษาโปรแกรมเมอร์เพื่อให้การทำเว็บไซต์ของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น การที่ต้องใช้ได้กับอุปกรณ์ดังกล่าว ก็เพื่อสอดคล้องตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานในปัจจุบันนั่นเอง

4. การหมั่นตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของคุณในห้องแชทต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นในกลุ่มสังคม Pantip จะมีห้องที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสัตว์เลี้ยง หากคุณจำหน่ายแชมพูสำหรับสัตว์เลี้ยง ก็ควรแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง พร้อมแนบ Link ของผลิตภัณฑ์ เพื่อผู้ที่สนใจจะได้คลิกเข้ามาสอบถามและนำไปสู่การซื้อขายสินค้าได้ในที่สุด

จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นเว็บไซต์น้องใหม่ก็สามารถที่จะสร้างยอดขายได้สูง ผ่านเทคนิคการตลาด SEO ขอเพียงศึกษาข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้น และนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

การตลาดบน Search Engine ยังคงจำเป็นอยู่เสมอ

seo การตลาด

ถึงแม้ว่าในยุคนี้โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Facebook Instagram LINE จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และมีผู้ใช้บริการเยอะเป็นจำนวนมาก ยิ่งในประเทศไทยนั้นการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ถือว่ามีการแข่งขันสูงยิ่ง แม้มันจะมีสิ่งใหม่ใหม่เข้ามาตามเทคโนโลยีที่พัฒนาไปเรื่อยเรื่อย แต่การตลาดใน Search Engine อย่าง Google เองก็ยังคงจะเป็นอยู่เช่นเดิม ยากที่จะปฎิเสธว่ากลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ตรงจุดจริงๆนั้น จะมีการค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจิ้นด้วยคำค้นหาหลัก

อย่างเช่น ผู้ซื้อต้องการหากระเป๋ามือสองราคาถูก เขาจะทำการค้นหาบน Google ว่า “กระเป๋ามือสองราคาถูก” แบบนี้เป็นต้น หากเว็บไซต์ของเราติดอันดับหนึ่งในสาม ของคีย์เวิร์ดเป้าหมาย โอกาสที่จะได้ลูกค้าจะมีมากขึ้น นี่คือการตลาดที่ตรงจุดมากที่สุด ไม่เหมือนการทำตลาดบนโซเชียลมีเดีย ทร่จะต้องมีการหว่านสักหน่อย แล้วก็ถัวเฉลี่ยได้ลูกค้ามาเพียงหยิบมือเดียว

นักการตลาดออนไลน์ ต้องเก่งทุกด้าน

เก่งทุกด้าน

ถ้าเราเป็นนักขายของออนไลน์ เราควรจะรู้จักทำไปทั้งสองแบบ ทั้งตลาด Search และ Social อย่าทำเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้นเพราะความเสี่ยงถือว่าสูงมาก แม้แต่การตลาดบนเว็บค้นหาเองหากว่าเราทำการตลาดเพียงช่องทางเดียว อาจจะทำในรูปแบบ SEO วันนี้อันดับดีขึ้น เราก็จะขายได้ แต่หากอันดับแย่ลงเราก็จะขายไม่ออกเลย จึงจำเป็นเราต้องหาแหล่งลู่ทางอื่นที่จะเพิ่มลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของตลาดเสร็จเอนจิ้นที่มีการผันผวนอยู่ตลอดเวลา การลง Adwords บางทีเราลงไปไม่คุ้มเสีย จึงต้องใช้วิธีหาการทำรูปแบบสื่อออนไลน์หลายหลายรูปแบบ

ใครที่บอกว่า Search Engine ไม่จำเป็นแล้ว ให้เขาพูดไป แต่เราอย่าได้มองข้ามหรือเชื่อตาม เสิร์ชเอนจิ้นยังคงได้กลุ่มลูกค้าตรงมากที่สุดอยู่เสมอ