SEO ฉบับมือใหม่เข้าใจอย่างรวดเร็ว 2022

SEO ฉบับมือใหม่เข้าใจอย่างรวดเร็ว 2022

ต้องยอมรับว่าธุรกิจยุคใหม่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และยิ่งหลายปีที่ผ่านมานี้ ผู้คนทั่วโลกก็จำเป็นต้องหันมาซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น จนทำให้การตลาดแบบ SEO หรือ search engine optimization เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม แม้ว่า SEO จะเป็นเทคนิคที่นิยมอย่างมาก แต่คนที่เป็นมือใหม่เพิ่งเข้าสู่วงการการตลาดออนไลน์ อาจยังมองไม่เห็นภาพที่ชัดเจน เราจึงรวบรวมประเด็นที่ควรรู้มาฝากกันในบทความนี้

1. SEO คุ้มค่าไหม

SEO เป็นการตลาดแบบไม่เสียเงินในยุค covid ระบาด ที่ใคร ๆ ก็สนใจ เพราะล้วนต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด หากทำธุรกิจออนไลน์ก็ไม่อยากเสียค่าโฆษณาหากรายได้ยังไม่แน่นอนว่าจะคุ้มหรือไม่ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เราเสนอว่าให้ศึกษาการทำ SEO แบบฟรี ๆ จากกูรูมากมายที่มาสอนใน Google และ YouTube ทำให้ประหยัดค่าโฆษณาหรือที่เรียกว่าค่ายิงแอดได้เดือนละหลายหมื่นบาท

2. บทความ SEO ที่ดีคืออะไร

คือ บทความที่มีการวิเคราะห์ keyword และกลุ่มผู้อ่านมาเป็นอย่างดี ว่าชอบอ่านบทความแบบไหน มีเนื้อหาเป็นเช่นไร ที่สำคัญคือต้องใส่ keyword กระจายตัวในส่วนต่าง ๆ ของบทความอย่างเป็นระบบ ไม่ให้กระจุกตัวเพราะจะถูกระบบ algorithm ของ Google พิจารณาว่าเป็นบทความขยะคุณภาพต่ำ จนทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกลดอันดับลงไปอยู่ด้านล่างในหน้าการสืบค้นของ Google search ได้

3. Backlink SEO สำคัญไหม

คำนี้หมายถึงการสร้างพันธมิตรเชื่อมโยงต่อกันระหว่างเว็บไซต์ของเราเองกับเว็บไซต์ของเพื่อนบ้าน ที่จะส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาในหน้าเพจต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน หากคุณได้ศึกษาข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงใดก็ควรนำเว็บไซต์เหล่านั้นมาทำ Link เชื่อมต่อกับเว็บไซต์ของตัวเองด้วย ก็เข้าข่ายการทำ Backlink ได้เช่นกัน 

4. SEO ลอกข้อมูลได้ไหม

หลายคนคิดว่า การทำบทความเร็ว ๆ ด้วยการคัดลอกจากที่อื่นมาแปะในเว็บไซต์ตัวเอง จะไม่ถูกจับได้ แต่ที่จริงแล้ว ระบบของกูเกิ้ลมีการตรวจสอบอยู่สม่ำเสมอ หากพบว่าเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เจ้าของผลงานไม่ว่าจะเป็นภาษาใด ย่อมส่งผลให้เว็บไซต์ที่ไปคัดลอกมาถูกแบนได้ 

5. SEO ต้องทำนานและต่อเนื่องแค่ไหน

ทุกขั้นตอนของการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมด้านข้อมูลที่มีคุณภาพและเพิ่มการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3-6 เดือนเพื่อให้อันดับการสืบค้นของเว็บไซต์อยู่ด้านบนสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ ต้องหมั่นนำเสนอเนื้อหาข่าวสารที่สดใหม่ไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีความแตกต่างจากที่อื่นให้มากที่สุด

คนที่อยากทำเว็บไซต์ออนไลน์ทุกคนล้วนต้องการให้ธุรกิจเติบโตได้เป็นอย่างดี การศึกษา SEO นับเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็น อันจะทำให้ธุรกิจเติบโตรุดหน้าได้ ทั้งยังแข่งขันกับคู่แข่งทางการตลาดออนไลน์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ ๆ ทุกวันจำนวนมากได้ด้วย

กลยุทธ์การทำ SEO บน Google ให้ประสบความสำเร็จ

กลยุทธ์การทำ SEO บน Google ให้ประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันการประกอบธุรกิจการค้ามีอัตราการแข่งขันสูง การมีหน้าร้านอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลกอยู่ในเวลานี้ จึงทำให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป เพื่อเป็นการเพิ่มฐานลูกค้า ผู้ประกอบการอาจต้องหันมาปรับกลยุทธ์การตลาดให้มาอยู่บนออนไลน์มากขึ้น

การทำ SEO ก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการหลายรายนำมาใช้จนประสบความสำเร็จสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยจะมีวิธีการวางกลยุทธ์อย่างไรนั้น วันนี้เรามาศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน

1.ความคุ้มค่าต้องมาก่อน
การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ สำหรับมือใหม่ถ้าจะทำเองอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ประกอบการต้องศึกษาหาความรู้มากพอสมควรโดยเฉพาะการสร้างคอนเทนต์ที่ดีมีคุณภาพ ทั้งบทความ คลิปวิดีโอ หรือภาพถ่าย การทำ SEO จะเป็นการทำการตลาดออนไลน์บนแพลตฟอร์มการค้นหาบน Google แบบไม่ต้องซื้อโฆษณา กล่าวคือทำแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจต้องใช้ระยะเวลานาน 6 เดือน หรือมากกว่านั้นจึงจะเริ่มเห็นผล

ส่วน SEM (search engine marketing) หมายถึงการทำการตลาดออนไลน์ โดยการซื้อโฆษณาจาก Google เพื่อให้ระบบของ Google จัดอันดับการค้นหาของคอนเทนต์ที่เราต้องการ ให้ขึ้นไปอยู่หน้าแรก แบบนี้จะเร็วกว่า ไม่ต้องรอนานแต่ก็มีค่าใช้จ่ายตามมาด้วย

2.วางเป้าหมายการทำ SEO ต้องดันขึ้นหน้าหนึ่งให้ได้เท่านั้น
การทำ SEO มีเป้าหมายหลักคือการให้ Google ทำการจัดอันดับหน้าเพจหรือเว็บไซต์ที่เราต้องการให้ไปอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาด้วย Google search ของผู้คนทั่วโลก ซึ่งจากสถิติพบว่าโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะคลิกเพื่อเข้าไปดูเว็บไซต์อันดับต้น ๆ ในหน้าแรกมีมากถึง 95% โอกาสที่จะคลิกหน้าถัดไปมีเพียง 1% เท่านั้น และสถิติที่น่าสนใจก็คือ ผู้ใช้งานจะคลิกดูคอนเทนต์แบบไม่มีโฆษณา (หรือ ไม่ใช้วิธี SEM) สูงถึง 70- 80%

3.ดึงดูดความสนใจด้วยการใช้ keyword
การที่จะทำคอนเทนต์ให้สามารถขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาได้นั้น สิ่งที่ผู้ทำ SEO ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกนั่นก็คือการเลือกใช้ keyword (คำที่มีผู้นิยมค้นหาบน Google)

ดังนั้น​ ก่อนลงมือสร้างคอนเทนต์ ทั้งการเขียนบทความ การอัดคลิป การทำภาพกราฟิก ฯลฯ จึงต้องสำรวจก่อนว่าจะเลือกใช้คีย์เวิร์ดใดจึงจะเหมาะสมกับเนื้อหาสาระที่เราต้องการสื่อออกไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยค้นหาใน Google Trends ก่อนก็ได้ หากเลือกใช้คำที่ไม่มีใครค้นหาเลย โอกาสที่จะทำให้ SEO ประสบความสำเร็จคงเป็นไปได้ยาก

หากลองสังเกตดูก็จะพบว่าหลายคอนเทนต์เนื้อหาสาระดีมาก แต่กลับไม่ถูกจัดอันดับให้ขึ้นหน้าหนึ่งเลย สาเหตุอาจมาจากการขาดการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา โดยเฉพาะการเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย​ ซึ่งจะส่งผลให้การทำ SEO ไม่ได้ผลลัพธ์​อย่างที่ต้องการ

เขียนบทความแบบไหนให้ติด SEO อันดับต้น ๆ

เขียนบทความแบบไหนให้ติด SEO อันดับต้น ๆ

เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาน่าสนใจจนอยากที่จะแบ่งปันให้กับคนอื่น ๆ ได้อ่านด้วยนั้น ถือเป็นบทความที่มีโอกาสติด SEO ได้ง่ายจนไม่ต้องกังวลสิ่งใดเลย ทว่าหากกล่าวถึงบทความประเภทไหนที่คนนิยมอ่านและมีโอกาสติด SEO มากที่สุด คงจะหลีกเลี่ยงที่จะบอกไม่ได้เลยว่า การเขียนบทความประเภท Evergreen content หรือก็คือ บทความที่ผู้อ่านให้ความสนใจอยู่เรื่อย ๆ มีแนวทางการเขียน ดังนี้

1.เนื้อหาต้องทันสมัยอยู่เสมอ
หลายคนมักเข้าใจว่าเนื้อหาที่มีความทันสมัยนั้น คือเนื้อหาที่ต้องตามกระแสสังคมให้ได้อยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่าทันสมัย ในแบบ Evergreen content คือการเขียนเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่านอยู่เสมอ ไม่ว่ากระแสจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไร เช่น หัวข้อเรื่อง 7 วิธีฝึกไม่ให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น หรืออยู่ในหมวดหมู่ที่ผู้อ่านอยากรู้ และให้ความสนใจได้ทุกยุคสมัยนั่นเอง

2.ต้องทราบให้แน่ชัดว่าใครคือผู้อ่าน
ในปัจจุบันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราต้องชัดเจนว่า เนื้อหาที่จะเขียนนั้นใครคือผู้อ่าน เพราะการแข่งขันในโลกออนไลน์นั้นนับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ และมีคู่แข่งเพิ่มเข้ามาแบบไม่ขาดสาย ฉะนั้นยิ่งเรารู้ว่าผู้อ่านเราเป็นใคร เราก็จะยิ่งได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ทั้งยังช่วยทำให้เว็บไซต์ของเราติด SEO อันดับต้น ๆ ได้อย่างแน่นอน

3.เนื้อหาต้องชัดเจนไม่ออกนอกเรื่อง
การใช้ภาษาที่ไม่กระชับ บรรยายไปเรื่อยเปื่อย จนทำให้บทความยาวดูยืดยาวเกินไป คือสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรทำเด็ดขาด หากอยากให้ผู้อ่านสนใจที่จะอ่านบทความของเราอยู่เสมอ การเขียนบทความแบบ Evergreen content ให้สมบูรณ์จึงควรเน้นคำที่สื่อความหมายตรง ไม่วกวน ชัดเจน เป็นต้น

4.ใช้ Keyword ให้พอประมาณ
จริงอยู่ที่การใช้ Keyword SEO คือ ส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้บทความหนึ่ง ๆ ของเราติดอันดับบน ๆ ของ Google search ได้ อย่างไรก็ตามการเน้นใช้ Keyword ซ้ำบ่อยมากเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมชาติของเนื้อหา และทำให้ความน่าสนใจลดน้อยลงไป ความพอประมาณในการเลือกใช้ Keyword ให้เหมาะสม จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วย

5.หัวข้อเรื่องต้องน่าสนใจและตอบโจทย์ผู้อ่านได้
นอกจากการวางแผนและหาข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจของผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายแล้ว การคิดชื่อเปิดประเด็น หรือ หัวเรื่องหลัก ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอ่านบทความของเราได้เช่นกัน คุณอาจไม่เชื่อว่า ชื่อของหัวเรื่อง มีผลต่อความรู้สึกผู้อ่านมากถึง 90% ว่าจะคลิกเข้ามาอ่านดีหรือไม่!

แม้ว่าการเขียนบทความในยุคปัจจุบันจะมีหลากหลายประเภท และมีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากเข้าใจทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมานี้ รับรองเลยว่าบทความของคุณจะติด SEO และมีชัยเหนือคู่แข่งได้อย่างแน่นอน

เพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการ ทำ SEO ด้วย Buyers Keywords

เพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการ ทำ SEO ด้วย Buyers Keywords

การทำงานบนโลกออนไลน์เป็นอาชีพที่คนยุคใหม่หลายคนใฝ่ฝัน เพราะเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำด้วยการขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทาง social media หรือ e-commerce ต่าง ๆ ซึ่งการสร้างรายได้บนเว็บไซต์เป็นช่องทางที่ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางหรือติดต่อลูกค้าให้ยุ่งยาก โดยมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่การเลือกคีย์เวิร์ด หรือคำค้นหาที่จะถูกนำมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์เพื่อให้เว็บไซต์ติดอับดับบนหน้าแรกของ Search Engine ระดับโลกอย่าง Google คีย์เวิร์ดที่ดีควรมีจำนวนผู้คนหาเยอะ คู่แข่งน้อยและมีเป้าหมายในการสร้างรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ ซึ่งเราเรียกว่า Buyers Keywords

Buyers Keywords หรือ คีย์เวิร์ดพร้อมซื้อ เป็นคำค้นหาที่ถูกใช้เมื่อกลุ่มเป้าหมายต้องการซื้อสินค้า/บริการในช่วงเวลานั้น ๆ โดยการนำคีย์เวิร์ดพร้อมซื้อมาใช้ในการสร้างบทความถือเป็นบทความที่มีความเฉพาะเจาะจง (Niche Keyword) ที่สามารถสร้างรายได้บนเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียได้

Buyers Keywords ที่เหมาะต่อการนำไปสร้างเป็นคอนเทนต์ขายสินค้าหรือบริการ ได้แก่ บรรลุเป้าหมาย, ประสบความสำเร็จ, บรรเทาอาการ, ประมูล, ขายทอดตลาด, มือสอง, สิทธิพิเศษ, ของแถม, โปรโมชั่น, (ชื่อสินค้า/บริการ หรือราคา) ดีที่สุด, โบนัส, ซื้อ (ชื่อสินค้า/บริการ) ด้วย …, ผ่อน (ชื่อสินค้า/บริการ), (ชื่อสินค้า/บริการ) ราคาถูกที่สุด, ขายลดราคา, ส่วนลด, เปรียบเทียบ, คูปองส่วนลดสำหรับ…, รักษา, ไว้ใจได้, ส่งฟรี, ราคาดีที่สุด, วิธีใช้, รีวิว, จัดอันดับ และซื้อ (ชื่อสินค้า/บริการ) ที่ไหน เป็นต้น

วิธีใช้งาน Buyers Keywords สามารถใช้ในการสร้างบทความตามหลัก SEO ได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • นำไปใช้ในการตั้งชื่อบทความ การใส่ Buyers Keywords เป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่กำลังหาสินค้า/บริการดังกล่าวได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกิดปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ได้
  • นำไปใส่ใน Meta Description การแทรก Buyers Keywords จะช่วยให้ Google bot รู้ว่าบทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับอะไร ซึ่งช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงผลบน Search Engine
  • แทรกในบทความร่วมกับคำค้นหาหลัก การใส่ Buyers Keywords ร่วมกับคำค้นหาหลักจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับบทความ SEO มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยในเรื่องการทำอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine
  • การค้นหา Buyers Keywords เอาไว้เยอะ ๆ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้เข้ากระเป๋าด้วยบทความได้ง่าย ๆ ซึ่งเราสามารถหาได้จากการค้นหาด้วย Buyers Keywords + ชื่อสินค้าหรือบริการ จากนั้นดูคำค้นหาที่ Google แนะนำได้

นอกจากการนำ Buyers Keywords มาใช้ในการสร้างบทความขายสินค้า/บริการโดยตรงแล้ว เรายังสามารถนำ Buyers Keywords มาใช้ในการสร้างบทความ Affiliate หรือบทความนายหน้าขายสินค้าหรือบริการได้ด้วย

เทคนิคการทำ SEO เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด

เทคนิคการทำ SEO เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด

คนมากมายทั่วโลกใช้งานโซเชียลมีเดียเพื่อติดต่อสื่อสาร ค้นหาสินค้าและบริการต่าง ๆ แต่การค้นพบเว็บไซต์ที่ต้องการจากเว็บจำนวนนับล้านไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าของธุรกิจพยายามใช้เทคนิคการทำ SEO ให้เกิดประโยชน์ทางการตลาดมากที่สุด สำหรับมือใหม่มีจุดเริ่มต้นง่าย ๆ ดังนี้

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจนิยามและเป้าหมายของ SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับแต่งเนื้อหา โครงสร้าง และทุกองค์ประกอบของเว็บไซต์ให้มีคุณภาพโดยรวมดีขึ้น ช่วยผลักดันเว็บไซต์ให้เลื่อนอันดับขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google ได้สำเร็จ ทำให้ผู้เข้าชมเห็นเว็บไซต์ก่อน มีโอกาสปิดยอดขายก่อนและธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

การปรับแต่ง SEO โดยทั่วไปมักจะเริ่มจากการใช้คีย์เวิร์ดให้เกิดประโยชน์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และสินค้าเพื่อให้ระบบเสิร์จเอนจินค้นพบเว็บไซต์และบทความในเว็บนั้นง่ายและเร็วขึ้น เทคนิคการเลือกคีย์เวิร์ดแต่ละหน้าไม่ซ้ำกัน ในหน้าหนึ่งมี 2-3 คำ ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำ SEO และส่งผลดีต่อการจัดอันดับของ Google หากเลือกคำไม่เหมาะสมไม่เพียงยากที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าทำผิดกฎและเสี่ยงถูกลงโทษได้

คีย์เวิร์ดเหมาะสมเป็นอย่างไร คือคำหรือวลีที่แสดงตัวตนของธุรกิจ สินค้า หรือบริการเพื่อให้คนเสิร์จค้นพบสิ่งที่ต้องการมากที่สุด คีย์เวิร์ดที่ดีเป็นคำที่มีการค้นหามาก แต่คู่แข่งก็มีจำนวนมากเช่นกัน ส่วนคีย์เวิร์ดที่เป็นวลีจะทำให้ปริมาณค้นหาไม่สูงนัก แต่เข้าถึงความต้องการของผู้ค้นหาได้มากกว่า เช่น เลือกคำว่า “เครื่องสำาอง” จะมีจำนวนคู่แข่งมาก เปรียบเทียบกับคำว่า “เครื่องสำอางเกาหลี” และ “ขายเครื่องสำอางออนไลน์” ทั้งนี้ จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยว่าถ้าต้องการสินค้าแบบนี้จะใช้คำใดในการค้นหามากที่สุด เพื่อให้การทำตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยตรงและทำให้ผู้ค้นหาคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์มากขึ้น

คำค้นหาไม่ได้ใส่ในบทความเท่านั้น แต่ยังความถึงชื่อบทความ หัวข้อบทความ Meta Description และ URL ไม่ได้มีเทคนิคอะไรมากมาย เพียงใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมลงไปเพื่อให้มีอิทธิพลในการดึงดูดผู้คนที่เห็นแล้วตัดสินใจว่าอยากเข้าชมเว็บไซต์ สำหรับคนที่ยังใหม่ต่อเว็บไซต์ควรรู้จัก Meta Description ซึ่งหมายถึงคำอธิบายเพิ่มเติมที่ให้ข้อมูลว่าเว็บไซต์นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง เพื่อแนะแนวทางให้เข้ามาค้นหาสิ่งที่ต้องการ วิธีการเขียนต้องเน้นความสั้นกระชับ เข้าใจง่าย และน่าสนใจ

ส่วนการเขียน URL ควรเลือกใช้คำภาษาอังกฤษซึ่งเป็นสื่อสากล การตั้งชื่อต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะจะต้องใช้ไปตลอด เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับและเป็นที่รู้จักแล้วจะไม่มีการเปลี่ยน URL เพราะจะส่งผลเสียทำให้อันดับของเว็บไซต์ตกลง เลือกคำที่ที่แคบลงมาและเจาะกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เพื่อให้คนเสิร์จที่ต้องการสินค้าแบบเฉพาะไม่เลื่อนผ่านและตัดสินใจคลิกเข้าชมในทันที ที่สำคัญคือทำให้คนรู้จักเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย เห็นได้ว่าการทำ SEO เริ่มต้นไม่ยากและวัดผลได้จริง

เทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO

เทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO

ในวงการ SEO ต่างยอมรับว่าคอนเทนต์หรือบทความเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ แต่กว่าที่จะได้มาซึ่งบทความคุณภาพเหล่านั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ในการจัดวางองค์ประกอบและเทคนิคสำคัญหลายประการลงในงานเขียนเพื่อให้บทความนั้นอุดมไปด้วยคุณค่าของความรู้ คีย์เวิร์ดที่ส่งผลดีต่อการค้นหา ตลอดกระบวนการตามแนวทางการทำ SEO(Search Engine Optimization) ต่าง ๆ นานา ซึ่งล้วนแต่มีเป้าหมายหลักในการทำให้บทความบนเว็บไซต์นั้น ติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกของ Google ซึ่งผลลัพธ์จากการค้นหานั้นจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างนัยสำคัญในเชิงการตลาด ส่วนจะมีเทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO อย่างไรนั้น เราไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันค่ะ

เทคนิคที่ 1 การทำให้บทความเป็นที่ยอมรับสำหรับ Search Engine ในการค้นหาคีย์เวิร์ด ที่ได้รับความเป็นที่สนใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ด้วยความสดใหม่ของบทความหรือ Original Content ในที่นี้หมายถึงการแตกประเด็น อย่างสร้างสรรค์ จับจุดเด่นมานำเสนออย่างเป็นธรรมชาติ เติมเสน่ห์และบรรยากาศเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าและเว็บไซต์ นำมาเขียนด้วยเทคนิควิธีเฉพาะตัวให้น่าสนใจ หรือ เป็นประเด็นใหม่ ๆ ที่หยิบยกมานำเสนอเป็นคนแรก ๆ เป็นต้น

เทคนิคที่ 2 ฝึกเขียนบทความคุณภาพที่มีความยาวประมาณ 500-1000 คำ ซึ่งเป็นขนาดที่พอเหมาะแก่การวิเคราะห์คุณภาพของบทความที่ดีในแนวทางของ Search Engine ที่มีมาตรฐานระดับสากลอย่าง Google ซึ่งความสามารถคิดและวิเคาะห์บทความขนาดยาวได้ดีกว่าบทความขนาดสั้น ๆ

เทคนิคที่ 3 ค้นหาคีย์เวิร์ดที่คนนิยมค้นหากันเยอะ ๆ และมีความหมายตรงกับเนื้อหาที่เราเขียนโดยพิมพ์คำค้นหาลงบน Google Keyword Planner ก็จะพบคีย์เวิร์ด และคำใกล้เคียงมากมายให้เราเลือกใช้ตามความต้องการ

เทคนิคที่ 4 นำคีย์เวิร์ดที่ค้นหามาใส่ลงในเนื้อหาบทความที่เขียนให้กลมกลืน เช่น ใน 100 คำแรก บนหน้าเว็บไซต์ ใน Headline , Meta Description, รูปภาพ หรือ ลิงก์ URL แล้วจึงใส่ Internal link เพื่อเชื่อมต่อไปยังบทความที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ หรือบทความที่มาของเนื้อหานั้นด้วย

เทคนิคที่ 5 เมื่อได้บทความที่มีเนื้อหาครอบคลุม ทั้งเอื้อประโยชน์และให้ความรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายแล้ว เทคนิคสำคัญประการหนึ่งคือการอัปเดตคอนเทนต์ที่เผยแพร่อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะ เพื่อให้บทความได้รับการแชร์ต่อ ๆ กันไปให้แพร่หลายอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

จากประสบการณ์ในการทำ SEO พบว่าในสายตาของ Search Engine อย่าง Google คอนเทนต์หรือบทความที่เผยแพร่ลงบนเว็บอย่างสม่ำเสมอ หมายความว่า เว็บไซต์หรือผลิตภัณฑ์นั้น มีผู้สนใจและมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแชร์ต่อ ๆ กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเปรียบได้กับการทำโฆษณาแบบปากต่อปากด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยผู้ใช้ ซึ่งเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามายังเพจหรือเว็บไซต์​ ช่วยกระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจในสินค้าหรือบริการที่ต้องการนำเสนอ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

ต้องยอมรับว่าการทำการตลาดออนไลน์โดยการทำ SEO นับเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง เพราะ SEO คือตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหาของ Search Engine ซึ่งหากทำได้ก็มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มโอกาสการซื้อ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลายเรื่องเข้าใจผิดในการทำ SEO ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะแทนที่เว็บไซต์จะติดอันดับแต่กลายเป็นตกอันดับหรือโดนแบนไปอย่างไม่น่าเชื่อ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ SEO

1.คีย์เวิร์ดยิ่งมาก ยิ่งติดอันดับ
นักการตลาดออนไลน์น่าจะทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเว็บไซต์คุณเจอ คือ คีย์เวิร์ด ดังนั้น จึงมีขั้นตอนค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อดูเทรนด์การค้นหาว่ากลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหาคีย์เวิร์ดใด ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งมีคีย์เวิร์ดมากเท่าไหร่ยิ่งดี ทั้งที่จริงแล้วหลักการที่ถูกต้อง คือ ควรใส่คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่พยายามใส่คีย์เวิร์ดเยอะเกินไป

2.Backlink ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี
การทำ Backlink หรือการทำลิงก์เพื่อให้คนคลิกกลับเข้ามายังเว็บไซต์ มีข้อดีคือช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชม ซึ่ง Search Engine จะเก็บสถิติว่าเว็บไซต์นั้น ๆ มีผู้เยี่ยมชมจำนวนเท่าไหร่ ยิ่งหากมีผู้เยี่ยมชมจำนวนมากเท่าไหร่ Search Engine จะยิ่งให้ความน่าเชื่อถือ ทำให้นิยมฝากลิงก์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่การฝากลิงก์กับเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกลับไม่ส่งผลดี เพราะ Search Engine อาจคิดว่าเว็บไซต์คุณเป็นสแปม ดีไม่ดีอาจโดนแบนเลยก็เป็นได้

3.SEO ทำครั้งเดียวก็เพียงพอ
นักการตลาดบางคนทำ SEO ระยะสั้นหรือทำครั้งเดียวหยุด ซึ่งการทำแบบนี้อาจไม่ส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์เท่าไหร่นัก เพราะ Search Engine จะเก็บสถิติการเข้าชมเรื่อย ๆ จึงต้องอาศัยความสม่ำเสมอ นอกจากนี้การทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 6 เดือน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตัดสินภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

4.ทำ SEO ติดอันดับแล้วยอดขายพุ่ง
เพราะการทำ SEO เป็นวิธีทำการตลาดออนไลน์วิธีหนึ่ง ทำให้เจ้าของเว็บไซต์คาดหวังว่าการทำ SEO ติดอันดับแล้วจะส่งผลให้ยอดขายดีขึ้น ทั้งที่จริงแล้ว SEO เป็นเพียงตัวช่วยให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์คุณเท่านั้น และยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็น ราคาสินค้า คุณภาพสินค้า ฯลฯ เพราะฉะนั้นควรทำ SEO ควบคู่กับการตลาดออนไลน์วิธีอื่นด้วย

การทำ SEO มีองค์ประกอบหลายอย่างในการผลักดันเว็บไซต์ให้เข้าหลักเกณฑ์การให้คะแนนจาก Search Engine เพราะฉะนั้นนักปั้น SEO จึงจำเป็นต้องเข้าใจองค์ประกอบทุกด้านเพื่อผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหา ที่สำคัญการตลาดออนไลน์วิธีนี้ยังจำเป็นต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ ดังนั้น จึงควรให้เวลากับการทำ SEO ไปพร้อมกับการทำการตลาดออนไลน์วิธีอื่น ๆ

5 วิธีทำ SEO อย่างไรให้ปัง ติดอันดับการค้นหาใน Google

5 วิธีทำ SEO อย่างไรให้ปัง ติดอันดับการค้นหาใน Google

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำเว็บไซต์ให้เหมาะสมต่อการทำงานของ Search engines เพื่อให้ผลการค้นหาติดอันดับต้น ๆ และเพิ่มการเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่ง Google เป็น Search engine เพื่อการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย การทำ SEO ให้สอดคล้องกับหลักและคำแนะนำของ Google จึงเพิ่มโอกาสให้มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น โดยเราได้รวบรวม 5 วิธีในการทำ SEO ที่จะช่วยให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีขึ้นมาฝากกัน อย่ารอช้า มาเริ่มดูไปพร้อมกัน ดังนี้

1.สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและเพิ่มความน่าสนใจด้วยสื่อที่หลากหลาย
เนื้อหาที่มีคุณภาพประกอบไปด้วยหลายปัจจัย เช่น เป็นข้อมูลเชิงลึกมีความน่าเชื่อถือ มีความยาวที่พอเหมาะ 500 คำขึ้นไป ใช้คีย์เวิร์ดได้เหมาะสม และมีภาพประกอบหรือสื่ออื่น ๆ ที่ช่วยดึงดูดให้ผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้นนานขึ้น โดยระยะเวลาการใช้งานในหน้าเว็บไซต์นี้ก็มีผลต่อการวิเคราะห์การจัดอันดับของ Google ด้วย

2.จัดการเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการเข้าถึง
เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างตรงจุด Google จึงสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Algorithm เพื่อประมวลผลและจัดอันดับผลการค้นหาได้มากที่สุด ซึ่งนอกจากเนื้อหาที่มีคุณภาพแล้ว การจัดการบนหน้าเว็บไซต์ซึ่งเอื้อต่อการใช้งานก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้รักษาอันดับที่ดีไว้ โดยมีหลายส่วนที่ควรให้ความสำคัญ เช่น มีแพลตฟอร์มที่สะอาด อ่านง่าย ใช้งานสะดวกรวดเร็ว มีการแบ่งหมวดหมู่ของเนื้อหา และมีลิงก์เชื่อมโยงไปยังหน้าอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

3.ใช้คีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาบ่อย
การสร้างคอนเทนต์ที่ประกอบด้วยคีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาบ่อย ก็เพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องการ โดยมีโปรแกรมมากมายที่เป็นตัวช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ดในการทำ SEO เช่น Google Keyword Planner, Google Trends และ Answer the Public เป็นต้น โดยโปรแกรมข้างต้นสามารถใช้งานได้ฟรี แต่บางโปรแกรมก็ฟรีแต่มีข้อจำกัด ซึ่งหากทดลองใช้แล้วยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด ก็มีโปรแกรมอื่น ๆ ที่คิดค่าบริการแต่สามารถใช้หาคีย์เวิร์ดและมีฟังก์ชันอื่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำ SEO มากขึ้น เช่น SEMruch, Ahrefs และ Moz Keyword Explorer เป็นต้น

4.ใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสม
การใส่คีย์เวิร์ดในเนื้อหามีส่วนสำคัญต่อการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบ Algorithm ของ Google ซึ่งการใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสมก็จะช่วยให้ติดอันดับผลการค้นหาได้ไวขึ้น โดยส่วนที่ควรใส่คีย์เวิร์ดมีหลากหลายตำแหน่ง อย่างเช่น หัวข้อเรื่อง, Meta description หรือส่วนที่อธิบายเนื้อหาและคีย์เวิร์ด ซึ่งจะช่วยให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลของ Google เข้าใจข้อมูลภายในเว็บไซต์มากขึ้น อย่างเช่น ถ้าหากพลาดชมการแข่งขันฟุตบอลคู่สำคัญของเมื่อคืนไป ก็เลือกใช้ “ผลบอลย้อนหลัง” ให้เป็นคีย์เวิร์ดในการค้นหาได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่คีย์เวิร์ดใน URL หรือที่อยู่ของเว็บไซต์, ในเนื้อหาย่อหน้าแรก, หัวเรื่องรอง และใส่ควรใส่คีย์เวิร์ดกระจายในเนื้อหาให้มีความถี่เหมาะสม เป็นต้น

5.ใช้ระบบวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาที่ดีกว่า
การวัดผลของข้อมูลบนเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดในการพัฒนาที่ดีกว่า โดยมีหลากหลายโปรแกรมที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Google Analytics, NetInsight และ WebTrends เป็นต้น โดยข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ก็จะช่วยให้สามารถปรับปรุงเนื้อหาหรือฟีเจอร์บนเว็บไซต์เพื่อให้ตอบโจทย์ algorithm ของ Google ได้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในด้านของความน่าเชื่อถือ ยอดขายและผลกำไร

SEO คืออะไร เพราะเหตุใดธุรกิจต้องมีและไม่ควรมองข้าม

SEO คืออะไร เพราะเหตุใดธุรกิจต้องมีและไม่ควรมองข้าม

สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกยุคทุกสมัย ในแต่ละยุคก็มีสิ่งที่ต้องสนใจและพัฒนาแตกต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนนิยมใช้การสื่อสารบนโลกออนไลน์กัน 24 ชั่วโมง ผู้ทำธุรกิจจะละเลยการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางโลกออนไลน์ไม่ได้ เครื่องมือหนึ่งที่ธุรกิจต้องมีและสำคัญเป็นอย่างมากคือการทำ SEO บนหน้าเว็บไซต์ของตัวเอง

วันนี้เราจะมาแจกแจงให้เห็นว่าเพราะอะไร SEO จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

1.เครื่องมือสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบันคือ การค้นหาสิ่งที่สนใจหรือต้องการผ่าน Google Search ซึ่ง SEO (Search Engine Optimization) คือการทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจทะยานขึ้นไปสู่หน้าแรกของผลการค้นหาใน Google ด้วยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ หรือคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมใช้กัน ความหมายคือหากหน้าเว็บไซต์ของคุณมีข้อมูลหรือเนื้อหาที่ตรงกับคำค้นหา ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกพบเจอและมีโอกาสถูกคลิกเข้าไปชมมากขึ้นอย่างมาก

2.ประเด็นสำคัญของการทำ SEO คือคีย์เวิร์ด ที่มองว่าจะมีการใช้ในคำค้นหน้าบนหน้า Google มากที่สุด ความยากของเรื่องนี้คือหากคีย์เวิร์ดที่ใช้บนหน้าเว็บไซต์ของเราเป็นคำที่ธุรกิจอื่นโดยเฉพาะคู่แข่งก็ใช้เหมือน ๆ กัน หมายความว่าโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอก็ยากขึ้นอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นก่อนทำ SEO จึงต้องวางแผนว่าเว็บไซต์ของเราควรใช้คีย์เวิร์ดใดที่คิดว่ากลุ่มเป้าหมายจะใช้ในการค้นหา โดยอาจใช้เครื่องมือ Google Keyword Planner ช่วยได้

3.เนื้อหาหรือข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO เนื่องจากระบบการค้นหาจะมีการตรวจสอบทั้งปริมาณและตำแหน่งที่คีย์เวิร์ดปรากฏอยู่ ดังนั้นการทำให้หน้าเว็บไซต์ติดลำดับต้น ๆ ของการค้นหา ธุรกิจจะมีโอกาสได้กลุ่มเป้าหมายจากการคลิกเข้าไปชมมากขึ้น หมายความว่าการทำ Content Marketing บนหน้าเว็บมีส่วนสำคัญต่อธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือเคล็ดลับในการเลือกใช้สินค้าหรือบริการของธุรกิจ ล้วนมีส่วนช่วยให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นเจอได้ง่ายขึ้น

4.ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ก็สำคัญต่อการทำ SEO เช่นกัน บทความที่มีคุณภาพบนหน้าเว็บไซต์ของธุรกิจมีส่วนช่วยดึงดูดให้มีการแชร์ข้อมูลต่อ ๆ กันไปบน Social Network ย่อมเป็นโอกาสที่เว็บไซต์เป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้น

5.การตรวจสอบ SEO ของเว็บไซต์เป็นประจำ ทำให้ธุรกิจสามารถทราบสถิติของการค้นหาและนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงการทำ SEO ให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับของการค้นหาได้

กล่าวโดยสรุปคือ SEO คือเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญของธุรกิจในยุคดิจิทัลที่จะช่วยทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จัก ถูกค้นหาและติดตาม ซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจออนไลน์สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้มากกว่าคู่แข่งหรือธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไรกับธุรกิจ Startup ในปัจจุบัน เรามีคำตอบ

การทำ SEO มีประโยชน์อย่างไรกับธุรกิจ Startup ในปัจจุบัน เรามีคำตอบ

สำหรับธุรกิจที่กำลังมาแรงในยุคนี้คงหนีไม่พ้นธุรกิจประเภท Startup ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในบ้านเราอย่างล้นหลามในช่วงหลายปีมานี้ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุน้อย ๆ มีผู้ร่วมก่อตั้งและดำเนินงานเพียงไม่กี่คน แต่กลับทำกำไรได้อย่างมหาศาล แม้ว่าในต่างประเทศธุรกิจประเภทนี้มีมานานแล้ว บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน อย่าง Facebook, Google, Apple ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็น Startup เล็ก ๆ กันทั้งนั้น แต่ถึงอย่างนั้นการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและสื่อโซเชียงมีเดียต่าง ๆ ทำให้ธุรกิจ Startup บูมขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แถมยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วจน Startup บางเจ้าสามารถเติบโตจนกลายเป็นบริษัทใหญ่ภายในระยะเวลาไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่บรรดาธุรกิจ Startup ใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคในโลกออนไลน์ก็คือ การทำ SEO บนเสิร์ชเอนจิ้นนั่นเอง ดังนั้น วันนี้เราจึงจะไปทำความรู้จักกับข้อดีของการทำ SEO ในธุรกิจ Startup กัน

สำหรับ คนที่ยังไม่รู้จักคำว่า SEO ก็อธิบายแบบง่าย ๆ ว่า SEO (Search Engine Optimization) คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับหน้าแรก ๆ ในการค้นหาบนแพลตฟอร์มเสิร์ชเอนจินต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น Google โดยใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่มีการใช้ค้นหาบ่อย ๆ เพื่อให้ระบบ “อัลกอริทึม” (Algorithm) ของ Google จัดลำดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่ลำดับแรก ๆ ในหน้าแสดงผลการค้นหาด้วยคำนั้น ๆ ซึ่งการทำ SEO นี้มีข้อดีกับ Startup ได้แก่

1) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
เนื่องจากการทำ SEO หัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการในธุรกิจของเรา ดังนั้น หากเราทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพ เว็บไซต์ของเราก็จะอยู่ในลำดับแรก ๆ เมื่อมีผู้ค้นหาใน Google ด้วย คำ หรือ คีย์เวิร์ด ที่ตรงกับของเรา ทำให้คนที่มีโอกาสเห็นเว็บไซต์ของเรามากที่สุดก็คือคนที่สนใจในสินค้าและบริการนั้น ๆ อยู่แล้วนั่นเอง

2) SEO สามารถรักษาอันดับบนหน้าการค้นหาได้ยาวนาน
หากเราทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับแรก ๆ ที่จะแสดงบนหน้าการค้นหาด้วยคำนั้น ๆ แล้ว ยังสามารถรักษาอันดับบนหน้าการค้นหาได้ยาวนาน ยิ่งมีผู้ใช้งานคลิกเข้าเว็บไซต์ของเรามากเท่าไหร่ SEO ที่เราทำก็จะติดอยู่ในอันดับแรก ๆ นานขึ้นเท่านั้น เพราะ Google มักจะแสดงผลการค้นหาจากคุณภาพและความน่าเชื่อถือจากจำนวนผู้ใช้งานที่คลิกเข้าไปนั่นเอง แถมการติดอันดับแรก ๆ บนหน้าค้นหาของ Google ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือในแบรนด์ของเราไปในตัวด้วย

3) ประหยัดต้นทุนในการทำธุรกิจ
แน่นอนว่าธุรกิจ Startup ย่อมมีพื้นฐานจากเงินลงทุนที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก การทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์แบรนด์ของเราลงไปได้มาก ส่วน SEO นั้นมีสองอย่างคือลงแรงศึกษาและทำเอง หรือจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในระยะยาวแล้ว ต้นทุนถูกกว่าการลงโฆษณาทางตรงแน่นอน หาก SEO ของเราติดอันดับหน้าแรก ๆ มาก ความเชื่อมั่นในแบรนด์ของเราก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

การทำ SEO ยังมีประโยชน์อีกมากมาย แม้ว่าหลายคนอาจจะบอกว่าไม่เคยมีประสบการณ์ทำ SEO มาก่อน หรือบางคนอาจจะไม่เคยรู้จัก SEO เลยก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่บรรดา Startup ควรรู้ไว้ก็คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจ Startup คือการเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การลงมือฝึกฝนและเรียนรู้ประโยชน์ของ SEO จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ Startup ด้วยเช่นกัน