การทำ SEO กับรูปภาพประกอบเว็บไซต์

การทำ SEO กับรูปภาพประกอบเว็บไซต์

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โดยยึดหลักเกณฑ์ที่ Google กำหนด ซึ่งหากได้ทำ SEO กับอีกหลายองค์ประกอบภายในเว็บไซต์ ก็จะทำให้ได้คะแนนการจัดอันดับที่ดีชัดเจน

การทำ SEO กับภาพประกอบในเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามด้วยเช่นกัน ดังนี้

1. ใช้รูปภาพที่เข้ากับเนื้อหาบทความมากที่สุด เพื่อการสื่อสารถึงผู้อ่านที่ชัดเจน ควรใส่ keyword ของบทความนั้น หรือหัวข้อที่เด่นชัด ลงในรูปภาพประกอบเสมอ เพื่อให้ระบบ algorithm วิเคราะห์อันดับ SEO ได้ดียิ่งขึ้นด้วย โดยไม่จำเป็นต้องใส่รูปในทุกย่อหน้าก็ได้ แต่ควรมีประกอบ ทุกๆ 200-300 คำจะดีที่สุด

2. ต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์รูปภาพจากแหล่งใดๆ เพราะจะถูกแบนได้ ทั้งนี้ มีเว็บไซต์หลายแห่งอนุญาตให้ใช้ภาพได้ฟรี เช่น Pixel, Pixabay หรือบางเว็บไซต์ก็ให้ใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการ จำเป็นต้องศึกษาให้ดีก่อนนำมาใช้ และยังมีภาพสวย ๆ อีกจำนวนมากที่จะต้องทำการซื้อผ่านเว็บไซต์นั้น ๆ ก่อนใช้ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายตามมา หากคุณเรียนรู้การใช้โปรแกรม Photoshop ที่ทำภาพด้วยตัวเองได้ สามารถที่จะปรับแต่งภาพถ่ายฝีมือคุณเองโดยที่ไม่มีปัญหาลิขสิทธิ์ตามมาแน่นอน และจะทำให้การจัดอันดับ SEO ได้คะแนนที่สูงขึ้นตามไปด้วย

3. ปรับขนาดไฟล์ภาพให้เหมาะสม อย่าลืมว่าระยะเวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลของภาพสินค้าประกอบในบทความสำคัญต่อความรู้สึกผู้อ่าน หากเป็นการเช่าพื้นที่ Server หรือโดเมนที่มีหน่วยความจำน้อย หรือ shared hosting จะมีการแย่งทรัพยากรกันระหว่างร้านค้าออนไลน์อย่างมาก ทำให้ผู้อ่านใช้เวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลนานมากขึ้น สร้างความไม่ประทับใจ และอาจทำให้สูญเสียโอกาสขายสินค้าตามไปด้วย ทางที่ดี ให้ปรับความละเอียดภาพน้อยกว่า 1000 px ไว้

4. ตั้งชื่อไฟล์ภาพให้เหมาะสม หลายคนอาจไม่ทราบว่าควรใช้ keyword ตั้งชื่อไฟล์ภาพ โดยใส่รายละเอียดให้มากที่สุด เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด ลงไปให้ครบถ้วน จะมีผลต่ออันดับการสืบค้นที่เพิ่มขึ้นตามมาได้ หากเป็นรูปคนควรใส่เชื้อชาติ สีเสื้อผ้า อุปกรณ์ประกอบที่ถืออยู่ในมือ ลงในชื่อไฟล์ด้วย เพราะระบบ algorithm จะนำไปประมวลว่าภาพนั้นสื่อสารถึงอะไรบ้าง เมื่อมีผู้ใช้งานพิมพ์ใน Search Google ก็จะมีโอกาสพบภาพและบทความของคุณได้ในหน้าจอแสดงผลมากขึ้นได้ การเห็นภาพก็จะเพิ่มโอกาสที่คนจะคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้กับรูปภาพ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามหากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณเพิ่มอันดับ SEO เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ควรเร่งศึกษาเทคนิคให้ละเอียด ซึ่งเชื่อว่าจะเพิ่มยอดการขายสินค้าได้มากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การทำ SEO กับภาพประกอบในเว็บไซต์

ทำไมการทำ SEO จึงสำคัญสำหรับการขายของออนไลน์

ทำไมการทำ SEO จึงสำคัญสำหรับการขายของออนไลน์

ในยุคปัจจุบันมีอัตราการแข่งขันกันสูงเนื่องจากการเชื่อมโยงด้วยระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายทั่วโลกเข้าถึงกันได้มากขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง ประกอบกับมีผู้ผลิตสินค้ามาจำหน่ายหลากหลายรูปแบบ จึงทำให้ทุกประเภทธุรกิจต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคหนึ่งที่ทำให้เว็บไซต์ถูกสืบค้นได้ง่ายจาก Bing, Yahoo Google ช่วยให้เข้าถึงลูกค้า เพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากยิ่งขึ้น

ซึ่งการทำ SEO ต้องใส่ใจ 2 ส่วนหลัก คือ

1. On-Page SEO

เป็นการปรับปรุงส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์และเพิ่มเนื้อหาที่น่าสนใจ ใส่ Keyword ที่ตรงกับการสืบค้นของลูกค้าเป้าหมาย ทั้งต้องพัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและหน้าจอโทรศัพท์มือถือเพื่อสอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก

นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบโลโก้ การเลือกธีมสีที่สวยงามอันสื่อถึงภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย ขณะเดียวกันก็จะทำให้เป็นที่จดจำและได้รับความนิยมจากลูกค้ามากขึ้นในระยะยาว

ส่วนสำคัญของการเพิ่มสถิติการเข้าชม CTR หรือ Click Through Rate และระยะเวลาที่ใช้ในการชมเพจ หรือ Time On Site คือ การผลิตบทความ SEO รวมถึงคลิปประกอบที่ให้ประโยชน์และสาระแก่ผู้อ่าน ไม่เน้นการขายมากเกินไป จนทำให้ผู้อ่านไม่ไว้วางใจ

2. Off-Page SEO

เป็นส่วนที่เพิ่มฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้ จากการที่มีทีมงานประจำเว็บไซต์ไปตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้าและบริการประเภทที่จำหน่าย โดยแสดงความเห็นที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่โฆษณาขายสินค้า เพราะอาจถูกแบนจากกลุ่มโซเชียลใน Facebook หรือ Pantip ได้

ตัวอย่างเช่น หากคุณจำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ คุณสามารถเข้าไปอยู่ในกลุ่มสนทนาเกี่ยวกับสินค้าไอที ที่มีคนจำนวนมากมาหาข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสเปค รุ่น ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก เมาส์ คีย์บอร์ด ฯลฯ ซึ่งหากมีคนอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม คุณก็สามารถที่จะให้ลิงก์ของเว็บไซต์คุณไว้ได้ เพื่อที่จะต่อยอดไปสู่การขายสินค้าของคุณในอนาคตต่อไป

การทำเช่นนี้เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้อย่างมาก

จะเห็นได้ว่า การทำธุรกิจออนไลน์ในยุคปัจจุบันต้องอาศัยการทำ SEO เพื่อพัฒนาเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ จึงจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น จากผลการวิเคราะห์และจัดอันดับของ AI ซึ่งเป็นระบบอัลกอริทึมที่พิจารณาจากค่าสถิติของแต่ละเว็บไซต์

หากอยากเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้ในระยะยาว นักธุรกิจยุคใหม่จึงต้องศึกษา SEO ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจในการแข่งขันทำให้มียอดจำหน่ายได้ทัดเทียมกับเว็บไซต์ที่ก่อตั้งมานานเช่นกัน

ซึ่งการทำ SEO ต้องใส่ใจ 2 ส่วนหลัก

กลยุทธ์การทำ SEO ให้คนเห็นเว็บไซต์มากขึ้นดีต่อยอดขายอย่างไร

กลยุทธ์การทำ SEO ให้คนเห็นเว็บไซต์มากขึ้นดีต่อยอดขายอย่างไร

ทุกวันนี้คนทำเว็บไซต์มักจะพูดถึงกลยุทธ์ในการทำ SEO อธิบายกับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีเว็บไซต์ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้คนเห็นเว็บไซต์มากขึ้นเพื่อให้ได้อันดับที่ดี อยู่ในหน้าแรก ๆ ของการค้นหา ยิ่งคนเห็นเว็บไซต์มากย่อมหมายถึงมีโอกาสปิดการขายเร็วและได้ลูกค้าก่อนคนอื่น ๆ ด้วย เจ้าของธุรกิจหลายคนสนใจเรื่อง SEO เพราะเชื่อว่าเป็นอีกแรงหนุนให้แบรนด์ติดตามรวดเร็วและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายง่ายขึ้น เนื่องจากจำนวนครั้งที่คนคลิกเข้าเว็บไซต์จะส่งผลต่อการจัดอันดับด้วย ดังนั้น มาดูกันว่าข้อมูลอะไรที่ต้องบอกอธิบายให้คนทำเว็บไซต์รู้และออกแบบเว็บไซต์โดนใจทำให้คนเข้ามาดูมากขึ้น

กลยุทธ์ข้อแรก เป็นเรื่องของการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เจ้าของธุรกิจต้องอธิบายถึงคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการ และระบุกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เช่น เพศ วัย การศึกษา อาชีพ รายได้ ความสนใจ และอื่น ๆ ช่วยให้ออกแบบเว็บไซต์ได้ถูกใจทำให้ผู้ชมไม่คลิกออกจากเว็บตั้งแต่เห็นหน้าแรก หากเจ้าของธุรกิจเปิดร้านขายสินค้ามือสองจากญี่ปุ่น ต้องเล็งกลุ่มเป้าหมายแล้วว่าสนใจสินค้าแบบไหน สินค้าแปลกไม่ซ้ำใครหรือสินค้าราคาถูก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องใช้ภายในบ้าน สถานที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสามารถเข้าไปทดลองสินค้า พอคลิกเข้าไปดูเห็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการโดยตรงก็จะทำให้ลูกค้าเข้ามาดูเว็บไซต์เรื่อย ๆ

เมื่อลูกค้าเป้าหมายเข้ามาค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ รูปภาพจะเห็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าได้ดีที่สุด บางคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าตนเองมองหาอะไร หรือสนใจอะไรเฉพาะเจาะจง เห็นรูปแล้วเกิดความสนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ให้แจ้งรายละเอียดไว้และเปิดช่องให้สอบถามแบบโต้ตอบกลับได้

กลยุทธ์ข้อที่สอง คือการเชื่อมโยงเว็บไซต์เข้ากับโซเชียลมีเดีย ทำให้สอบถามรายละเอียดง่ายขึ้น เนื่องจากเว็บไซต์มักจะเป็นแหล่งให้ข้อมูลด้านเดียว หากมีลิงก์เข้าเฟซบุ๊ก ใช้บทความอธิบายรายละเอียดคร่าว ๆ มีช่องทางสอบถามโต้ตอบได้แบบเรียลไทม์ แล้วลิงก์กลับมายังเว็บไซต์เพื่ออ่านข้อมูลอย่างละเอียดหรือค้นหาสินค้าที่เกี่ยวข้องกันในภายหลัง ลูกค้าพอใจกับสินค้าและบริการแล้วยังจะช่วยแชร์และแบ่งปันข้อมูลบอกต่อทำให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าใหม่มากขึ้นและ เพิ่มจำนวนผู้ชมเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว

กลยุทธ์ข้อที่สาม การออกแบบเว็บไซต์ควรมีพื้นที่ให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ และรีวิวสินค้าเพื่อบอกต่อให้ลูกค้ารายอื่น ๆ เห็นว่าผู้ใช้จริงใช้แล้วเป็นอย่างไร โดยปกติจะมีการบอกต่อกันทางโซเชียลมีเดียมากกว่า แต่การรีวิวสินค้าบนหน้าเว็บไซต์เป็นการการันตีคุณภาพ รวมถึงเป็นโอกาสให้ชูจุดเด่นของสินค้าที่จะสร้างชื่อเสียงให้แบรนด์อย่างรวดเร็ว เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาค้นหาข้อมูล ยิ่งมีจำนวนผู้ชมมากเท่าไร ยิ่งส่งผลดีต่อ การทำ SEO มากขึ้นเท่านั้น

แม้ว่าเป้าหมายของธุรกิจคือการขายของ แต่ช่องทางการโฆษณาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับเป็นโอกาสที่จะสร้างความเชื่อน่าเชื่อ ทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจและบอกต่อ ส่งผลให้จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์มากขึ้น นั่นหมายความว่าจะมีโอกาสขายสินค้าและบริการได้มากขึ้นตามไปด้วย

กลยุทธ์การทำ SEO ให้คนเห็นเว็บไซต์มากขึ้น

SEO ให้ถูกคีย์เวิร์ด สร้างยอดขายได้แน่นอน

SEO ให้ถูกคีย์เวิร์ด สร้างยอดขายได้แน่นอน

ข้อผิดพลาดของการทำ SEO ข้อแรก ๆ ก็คือ การทำ SEO ให้กับคีย์เวิร์ดผิดตัว หลายคนมักจะใช้ชื่อยี่ห้อร้านของตนเอง ซึ่งลืมคิดไปว่าไม่ได้เป็นคำที่คนทั่วไปใช้ ซึ่งการเริ่มต้นผิดก็จะทำให้เสียเวลาอย่างมาก และมีผลกระทบต่อทั้งเว็บไซต์เนื่องจากต้องมาตามแก้ไขสิ่งที่ทำไปแล้วให้ถูกต้อง ต่อไปนี้จึงเป็นข้อแนะนำอย่างง่าย ที่จะทำให้การทำ SEO ให้กับธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างถูกต้อง

คีย์เวิร์ดที่คุณต้องการทำ SEO นั้น สร้างยอดขายได้จริงไหม?

เคล็ดลับข้อนี้ถือว่าเป็นสุดยอดเทคนิคอย่างแท้จริง หลายธุรกิจเริ่มต้นทำ SEO ไปกับคีย์เวิร์ดหลาย ๆ ตัวไปพร้อมกัน เสียทั้งค่าบริการและระยะเวลา ก่อนจะไปพบว่าแม้เว็บไซต์จะได้อันดับที่ดีในคีย์เวิร์ดที่ต้องการแล้ว แต่ยอดขายกลับไม่กระเตื้องขึ้นเพราะอะไร แน่นอนก็ต้องไปดูค่าวัดผลทางสถิติก่อนว่ามีผู้ใช้เข้ามาในเว็บไซต์ด้วยคีย์เวิร์ดดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าไหร่ และสามารถกลายไปเป็นลูกค้าได้จริงหรือไม่ มากน้อยเท่าไหร่ คุณก็จะรู้ได้ว่าคีย์เวิร์ดนั้นสามารถสร้างยอดขายให้คุณได้หรือไม่

ทางลัดการค้นหาคีย์เวิร์ดที่สร้างยอดขายให้คุณได้จริง

แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ดีและเร็วไปกว่าการใช้ SEM หรือ Search Engine Marketing โดยการซื้อโฆษณาแบบ PPC (Pay per click) เช่น Google Ads ซึ่งคุณจะสามารถทดลองได้รวดเร็วกว่า สามารถรู้ผลได้ในระยะเวลาไม่นาน ว่าคีย์เวิร์ดตัวใดบ้างที่น่าสนใจ มีคนค้นหาและคลิกเข้ามาเท่าไหร่ก่อนจะซื้อสินค้าหรือบริการ หรือทำสิ่งต่าง ๆ ได้ตามที่คุณต้องการ เช่น สมัครสมาชิก หรือกรอกแบบสำรวจ เป็นต้น เมื่อรู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวใดที่สามารถทำเงินได้จริง สร้างลูกค้าให้กับคุณได้ คีย์เวิร์ดนั้นเองที่ควรจะนำไปทำ SEO ในระยะยาวต่อไป

อย่าหลอกผู้บริโภค

หลายธุรกิจ พยายามเน้นเรื่อง SEO มากเกินไป จนลืมไปว่าหน้าเพจต่าง ๆ นั้นตอบปัญหาหรือความต้องการของผู้บริโภคได้จริงหรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้บริโภคต้องการหาคำว่า ส่วนลด แต่พอเข้ามาในหน้าเว็บเพจแล้วกลับไม่เจอข้อมูลเกี่ยวกับส่วนลดเลย หรือหาเสื้อแขนยาว สีเหลือง แต่เข้ามาในหน้าเว็บเพจกลับเป็นเสื้อแขนสั้นสีแดง การทำ SEO จึงต้องคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลางด้วย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ สิ่งนี้ต่างหากที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจ หาอะไรก็เจอ เกิดความเชื่อมั่นและกลับมาใช้เว็บไซต์อีกในอนาคต รวมถึงการบอกต่อให้กับเพื่อน ๆ ของเขาด้วย สร้างชื่อเสียงให้กับธุรกิจของคุณในระยะยาว

กระบวนการ SEO ให้กับธุรกิจ จึงต้องอาศัยการใส่ใจในรายละเอียดรวมถึงการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค ทั้งแบบเทคนิควิธีออนไลน์และการทำแบบสำรวจ เพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มเป้าหมายที่กำลังจะตัดสินใจจ่ายเงินนั้น เขามักจะใช้คีย์เวิร์ดใดก่อนจะซื้อสินค้าหรือบริการ ก็จะทำให้คุณสร้างยอดขายจากคีย์เวิร์ดที่ถูกต้องต่อไป

คีย์เวิร์ดที่คุณต้องการทำ SEO นั้น สร้างยอดขายได้จริงไหม

เทคนิคการทำ SEO ที่ล้าสมัยและเสี่ยงต่อการโดนแบน

การทำ SEO เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ เป็นเรื่องที่คนสนใจเรียนรู้กันมากขึ้น แต่เชื่อหรือไม่ว่ายังมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับเทคนิคการทำ SEO ในบทความและเว็บไซต์ ทำให้เสี่ยงที่จะถูก Google ลงโทษหลังจากที่มีการเปลี่ยนกติกาการจัดอันดับเว็บไซต์เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าของธุรกิจและผู้ทำเว็บไซต์ควรรู้ว่าวิธีการแบบไหนถือว่าล้าสมัยและไม่ควรทำอีกแล้ว

1.การสร้าง Backlink ปริมาณมาก

เทคนิคการสร้าง Backlink ย้อนกลับมาหาเว็บไซต์ของเรากลายเป็นอันตราย หลังจากการปรับกติกาใหม่ทำให้พฤติกรรมนี้กลายเป็นสแปมหรือถือเป็นการหลอกลวงผู้เข้าชม เพราะสร้างลิงก์ไม่มีคุณภาพนั้นไม่เกิดประโยชน์และยังทำลายประการณ์การใช้งานที่ดี อาจโดนบทลงโทษรุนแรงไม่ให้อยู่ในการจัดอันดับเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การสร้าง Backlink ยังคงมีความสำคัญไม่น้อย ก่อนเชื่อมโยงกับเว็บใดควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือและมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันเท่านั้น การเชื่อมลิงก์กับเว็บที่มีคุณภาพ แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่เป็นการการันตีความน่าเชื่อถือของเว็บเราอยู่ในที มีคนติดตามเข้ามามากก็ยิ่งเพื่อโอกาสขึ้นไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ได้ ขณะที่การเชื่อมโยงกับเว็บไซต์คุณภาพต่ำจะเสี่ยงถูกมองว่าเป็นเกรดต่ำระดับเดียวกัน ซึ่งมีความเสี่ยงและอาจเป็นเว็บอันตรายง ทำให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อเว็บไซต์ของเราไปด้วย

2.ใช้คีย์เวิร์ดมากไป ไม่เป็นธรรมชาติ

การเขียนบทความโดยใส่คีย์เวิร์ดลงไปมาก ๆ เพื่อหวังการทำ SEO อาจส่งผลให้เว็บถูกมองว่ามีคุณภาพต่ำ หรือคีย์เวิร์ดที่ใส่ไม่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาคอนเทนต์ อ่านไม่เข้าใจ และไม่มีประโยชน์ จะถูก Google จับตามองเพราะถือเป็นการหลอกให้คลิกเข้าไปชม เสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงไปด้วย การใส่คีย์เวิร์ดคำเดียวซ้ำซากก็ไม่ใช่เรื่องดี ควรเปลี่ยนใช้คำอื่น ๆ ที่มีความหมายเดียวกัน วางแผนว่าจะวางตรงตำแหน่งไหนที่อ่านแล้วไม่สะดุด หากเขียนบทความที่มีเนื้อหาที่ดี อ่านสนุก ให้ความรู้ตรงกับสิ่งที่ผู้ชมต้องการจะสร้างความไว้วางใจให้ผู้อ่านติดตามต่อไป นั่นคือเหตุผลที่ต้องเลือกนักเขียนมีฝีมือและมีความชำนาญเรื่องการทำ SEO สามารถวิจัยคำหลักที่เหมาะสมใส่ไว้ในตำแหน่งที่อ่านแล้วกลมกลืนกับเนื้อหา เว็บไซต์ที่อัปเดตคอนเทนต์คุณภาพดี มีเนื้อหาสาระใหม่ ๆ น่าสนใจ จะมีคนติดตามอ่านจำนวนมากซึ่งเป็นผลดีส่งเสริมประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหาทำให้ค้นพบเว็บไซต์รวดเร็วขึ้น

3.ไม่ทำ SEO ควบคู่กับแผนการตลาดอื่น ๆ

การทำ SEO มีส่วนช่วยให้ผู้ชมรู้ว่าเว็บไซต์นั้นทำธุรกิจประเภทใด มีจุดเด่นอะไรน่าสนใจ และเหตุที่ควรตัดสินใจซื้อ แต่การทำตลาดออนไลน์มีหลายรูปแบบ การเน้น SEO ในเว็บไซต์เพียงด้านเดียวจะเกิดประโยชน์น้อย ควรทำควบคู่ไปกับแผนการตลาดอื่น ๆ แน่นอนว่ารวมถึงการสร้าง Content Marketing ที่ไม่ได้เน้นการขายมากเกินไป แต่นำเสนอข้อมูลดี ๆ ในลักษณะโฆษณาแฝงให้ลูกค้าเป้าหมายรู้จักแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบบทความ รูปภาพ วิดีโอ หรือสื่ออื่น ๆ ซึ่งสามารถนำเสนอผ่านบทความในเว็บและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ จะเกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจไปในตัว ทำให้ผู้ชมจดจำได้จนกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด

การสร้าง Backlink ปริมาณมาก

จะทำ SEO ต้องดูพฤติกรรมผู้บริโภค

จะทำ SEO ต้องดูพฤติกรรมผู้บริโภค

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน เนื่องจากกระแสการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นทั่วโลก สินค้าประเภทเดียวกันล้วนมีผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหลายเจ้า ทั้งแบบออฟไลน์และออน์ไลน์ให้ลูกค้าเลือกได้ การทำ SEO จึงสำคัญในการทำให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจเลือกใช้บริการหรือสินค้าของบริษัทใดอย่างยิ่ง ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ว่า แบรนด์รอยัลลิตี้ (Brand Royality) หรือความยึดติดในแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ลดน้อยลงในระยะหลัง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่ม มิลเลเนียม (Millennial) มีความแตกต่างจากยุคเบบี้บูม เจนเอ็กซ์ และเจนวาย กล่าวคือปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายสนใจที่จะศึกษาข้อมูลใหม่ ๆ จากแหล่งต่าง ๆ ก่อนซื้อสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายละเอียดของสินค้า ภาพรวมของสรรพคุณและประโยชน์ที่คุ้มค่า การรีวิวข้อดีข้อเสียเหล่านี้จึงต้องบรรจุใน content SEO อย่างขาดไม่ได้ ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมถึงการแนะนำบอกต่อในสังคมออนไลน์ อย่าง พันทิพดอทคอม ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว

การทำ SEO จึงเป็นการเปิดประตูบ้านให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้ามาพบปะหรือเที่ยวชมภายในเว็บไซต์ ว่ามีสิ่งใดที่ตรงใจหรือตอบสนองความต้องการของลูกค้าบ้าง หากเว็บไซต์ใดทำ SEO ที่มีคุณภาพ ก็จะมีเนื้อหาหรือ content ที่เป็นจุดสำคัญที่ให้ข้อมูลที่เป็นกลางในประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้าต้องการซื้อวิตามินสำหรับให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้คุณพ่อคุณแม่ ก็มักจะ search ในกูเกิ้ล ยาฮู ด้วยคำว่า “วิตามิน” “ผู้สูงอายุ” ซึ่งแน่นอนว่าจะพบเว็บไซต์มากมายปรากฎบนจอในหน้า 1 2 3 ไล่ไปเรื่อย ๆ หากเราทำ SEO ที่มีเนื้อความครอบคลุม ทั้งด้านคุณประโยชน์หรือความสำคัญในการต้องใส่ใจสุขภาพผู้สูงวัย และเชื่อมโยงสู่วิตามินที่เหมาะสมกับโรคประจำตัวต่าง ๆ รวมถึงเพิ่มเนื้อหาด้านการออกกำลังกายเสริมสุขภาพ ก็จะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าการทำ SEO

การทำ SEO จึงไม่ใช่เพียงการเน้นที่ปริมาณของคีย์เวิร์ดในบทความเท่านั้น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การแชร์บอกต่อและการดูข้อมูลในเว็บไซต์ซ้ำ ๆ ทั้งจากลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ ๆ สำคัญต่อการจัดอันดับให้อยู่ใน 1 – 3 หน้าแรกของการค้นหาด้วย search engine ทั้งนี้ ระบบอัลกอริทึ่ม (algorithm) ของแต่ละแหล่งค้นหา จะเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถ lock ผลการสืบค้นได้ การทำ SEO ที่มีคุณภาพจึงทำให้เพิ่มอำนาจการแข่งขันทางการตลาดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจน้องใหม่ไฟแรงที่ทำสินค้าและบริการที่มีคุณภาพออกมาแข่งขันในท้องตลาดมากขึ้นในปัจจุบัน การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลก่อนซื้อสินค้าหรือใช้บริการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อวางแผนการทำ SEO จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำให้ธุรกิจอยู่รอด รวมถึงสามารถต่อยอดและก้าวนำคู่แข่งทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าการทำ SEO