เขียนบทความแบบไหนให้ติด SEO อันดับต้น ๆ

เขียนบทความแบบไหนให้ติด SEO อันดับต้น ๆ

เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาน่าสนใจจนอยากที่จะแบ่งปันให้กับคนอื่น ๆ ได้อ่านด้วยนั้น ถือเป็นบทความที่มีโอกาสติด SEO ได้ง่ายจนไม่ต้องกังวลสิ่งใดเลย ทว่าหากกล่าวถึงบทความประเภทไหนที่คนนิยมอ่านและมีโอกาสติด SEO มากที่สุด คงจะหลีกเลี่ยงที่จะบอกไม่ได้เลยว่า การเขียนบทความประเภท Evergreen content หรือก็คือ บทความที่ผู้อ่านให้ความสนใจอยู่เรื่อย ๆ มีแนวทางการเขียน ดังนี้

1.เนื้อหาต้องทันสมัยอยู่เสมอ
หลายคนมักเข้าใจว่าเนื้อหาที่มีความทันสมัยนั้น คือเนื้อหาที่ต้องตามกระแสสังคมให้ได้อยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่าทันสมัย ในแบบ Evergreen content คือการเขียนเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่านอยู่เสมอ ไม่ว่ากระแสจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไร เช่น หัวข้อเรื่อง 7 วิธีฝึกไม่ให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น หรืออยู่ในหมวดหมู่ที่ผู้อ่านอยากรู้ และให้ความสนใจได้ทุกยุคสมัยนั่นเอง

2.ต้องทราบให้แน่ชัดว่าใครคือผู้อ่าน
ในปัจจุบันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราต้องชัดเจนว่า เนื้อหาที่จะเขียนนั้นใครคือผู้อ่าน เพราะการแข่งขันในโลกออนไลน์นั้นนับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ และมีคู่แข่งเพิ่มเข้ามาแบบไม่ขาดสาย ฉะนั้นยิ่งเรารู้ว่าผู้อ่านเราเป็นใคร เราก็จะยิ่งได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ทั้งยังช่วยทำให้เว็บไซต์ของเราติด SEO อันดับต้น ๆ ได้อย่างแน่นอน

3.เนื้อหาต้องชัดเจนไม่ออกนอกเรื่อง
การใช้ภาษาที่ไม่กระชับ บรรยายไปเรื่อยเปื่อย จนทำให้บทความยาวดูยืดยาวเกินไป คือสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรทำเด็ดขาด หากอยากให้ผู้อ่านสนใจที่จะอ่านบทความของเราอยู่เสมอ การเขียนบทความแบบ Evergreen content ให้สมบูรณ์จึงควรเน้นคำที่สื่อความหมายตรง ไม่วกวน ชัดเจน เป็นต้น

4.ใช้ Keyword ให้พอประมาณ
จริงอยู่ที่การใช้ Keyword SEO คือ ส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้บทความหนึ่ง ๆ ของเราติดอันดับบน ๆ ของ Google search ได้ อย่างไรก็ตามการเน้นใช้ Keyword ซ้ำบ่อยมากเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมชาติของเนื้อหา และทำให้ความน่าสนใจลดน้อยลงไป ความพอประมาณในการเลือกใช้ Keyword ให้เหมาะสม จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วย

5.หัวข้อเรื่องต้องน่าสนใจและตอบโจทย์ผู้อ่านได้
นอกจากการวางแผนและหาข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจของผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายแล้ว การคิดชื่อเปิดประเด็น หรือ หัวเรื่องหลัก ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอ่านบทความของเราได้เช่นกัน คุณอาจไม่เชื่อว่า ชื่อของหัวเรื่อง มีผลต่อความรู้สึกผู้อ่านมากถึง 90% ว่าจะคลิกเข้ามาอ่านดีหรือไม่!

แม้ว่าการเขียนบทความในยุคปัจจุบันจะมีหลากหลายประเภท และมีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากเข้าใจทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมานี้ รับรองเลยว่าบทความของคุณจะติด SEO และมีชัยเหนือคู่แข่งได้อย่างแน่นอน

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

ต้องยอมรับว่าการทำการตลาดออนไลน์โดยการทำ SEO นับเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง เพราะ SEO คือตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหาของ Search Engine ซึ่งหากทำได้ก็มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มโอกาสการซื้อ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลายเรื่องเข้าใจผิดในการทำ SEO ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะแทนที่เว็บไซต์จะติดอันดับแต่กลายเป็นตกอันดับหรือโดนแบนไปอย่างไม่น่าเชื่อ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ SEO

1.คีย์เวิร์ดยิ่งมาก ยิ่งติดอันดับ
นักการตลาดออนไลน์น่าจะทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเว็บไซต์คุณเจอ คือ คีย์เวิร์ด ดังนั้น จึงมีขั้นตอนค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อดูเทรนด์การค้นหาว่ากลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหาคีย์เวิร์ดใด ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งมีคีย์เวิร์ดมากเท่าไหร่ยิ่งดี ทั้งที่จริงแล้วหลักการที่ถูกต้อง คือ ควรใส่คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่พยายามใส่คีย์เวิร์ดเยอะเกินไป

2.Backlink ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี
การทำ Backlink หรือการทำลิงก์เพื่อให้คนคลิกกลับเข้ามายังเว็บไซต์ มีข้อดีคือช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชม ซึ่ง Search Engine จะเก็บสถิติว่าเว็บไซต์นั้น ๆ มีผู้เยี่ยมชมจำนวนเท่าไหร่ ยิ่งหากมีผู้เยี่ยมชมจำนวนมากเท่าไหร่ Search Engine จะยิ่งให้ความน่าเชื่อถือ ทำให้นิยมฝากลิงก์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่การฝากลิงก์กับเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกลับไม่ส่งผลดี เพราะ Search Engine อาจคิดว่าเว็บไซต์คุณเป็นสแปม ดีไม่ดีอาจโดนแบนเลยก็เป็นได้

3.SEO ทำครั้งเดียวก็เพียงพอ
นักการตลาดบางคนทำ SEO ระยะสั้นหรือทำครั้งเดียวหยุด ซึ่งการทำแบบนี้อาจไม่ส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์เท่าไหร่นัก เพราะ Search Engine จะเก็บสถิติการเข้าชมเรื่อย ๆ จึงต้องอาศัยความสม่ำเสมอ นอกจากนี้การทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 6 เดือน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตัดสินภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

4.ทำ SEO ติดอันดับแล้วยอดขายพุ่ง
เพราะการทำ SEO เป็นวิธีทำการตลาดออนไลน์วิธีหนึ่ง ทำให้เจ้าของเว็บไซต์คาดหวังว่าการทำ SEO ติดอันดับแล้วจะส่งผลให้ยอดขายดีขึ้น ทั้งที่จริงแล้ว SEO เป็นเพียงตัวช่วยให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์คุณเท่านั้น และยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็น ราคาสินค้า คุณภาพสินค้า ฯลฯ เพราะฉะนั้นควรทำ SEO ควบคู่กับการตลาดออนไลน์วิธีอื่นด้วย

การทำ SEO มีองค์ประกอบหลายอย่างในการผลักดันเว็บไซต์ให้เข้าหลักเกณฑ์การให้คะแนนจาก Search Engine เพราะฉะนั้นนักปั้น SEO จึงจำเป็นต้องเข้าใจองค์ประกอบทุกด้านเพื่อผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหา ที่สำคัญการตลาดออนไลน์วิธีนี้ยังจำเป็นต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ ดังนั้น จึงควรให้เวลากับการทำ SEO ไปพร้อมกับการทำการตลาดออนไลน์วิธีอื่น ๆ