ทำ SEO แบบไหนไม่ประสบความสำเร็จ

ทำ SEO แบบไหนไม่ประสบความสำเร็จ

การทำตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนดไว้ เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจรายละเอียดหลายอย่าง และต้องมีความสม่ำเสมอในการทำ เพราะจะมีการจัดอันดับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงด้วยระบบ algorithm

ทั้งนี้ การทำเว็บไซต์ SEO ที่ดี ก็มีผู้แนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางอยู่หลากหลายวิธี ในบทความนี้ เราจึงขอนำเสนอว่าการทำ SEO แบบใดบ้าง ที่จะไม่เป็นผลสำเร็จต่อธุรกิจออนไลน์ของคุณ เพื่อที่คุณจะได้หลีกเลี่ยงวิธีเหล่านี้

การทำ SEO แบบผิดๆ ไม่ประสบผลสำเร็จ

ทำบทความ SEO โดยไม่ศึกษา keyword

คำว่า keyword หมายถึง คำหรือประโยคที่ผู้คนใช้พิมพ์หาในช่อง Search ของ Google ซึ่งจะตรงกับความต้องการอยากรู้ข้อมูล อยากหาสินค้าที่ตรงใจลูกค้าอย่างรวดเร็ว และมีข้อมูลที่ดีที่สุด

หากคุณได้ลองพิมพ์ในช่อง search ของ Google และพบคำออกมา ทั้งเป็นประโยคสั้นและยาว คำเหล่านั้น คือ คำที่มีผู้สนใจสืบค้นจริง ๆ สามารถนำมาใช้เป็นประโยคในบทความได้ หรือถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็นำมาใช้ในการตั้งชื่อ URL address ได้ หากคุณไม่ศึกษาเรื่องของ keyword ให้ดีแล้ว โอกาสที่จะได้บทความที่มีแต่คนเขียนแต่ไม่มีคนอ่านก็มากขึ้น

ไม่สนใจปรับปรุงโครงสร้างของเว็บไซต์

ปัจจุบันมีหลากหลายแพลตฟอร์มหรือรูปแบบอัตโนมัติให้คุณใช้งานสร้างเว็บไซต์ได้ แต่ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องสีสัน ตัวอักษร การจัดหมวดหมู่ต่าง ๆ ที่ต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ให้กับธุรกิจของคุณด้วย และที่สำคัญ คือจะต้องใช้งานได้ง่ายกับโทรศัพท์มือถือ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ 90% จะนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่พนักงานที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะตลอดเวลา

รูปแบบของหมวดหมู่ข้อมูลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และหน้าจอโทรศัพท์มือถืออาจมีความแตกต่างกันได้ ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ใช้งานของผู้ชมเว็บไซต์มากที่สุด หากใช้งานง่ายและรวดเร็ว ก็จะดึงดูดใจให้ลูกค้ามาสั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น

การใช้คีย์เวิร์ดที่กว้างเกินไป

ในอดีตนั้น บทความ SEO ในระบบออนไลน์ยังมีน้อยการใช้ keyword กว้าง ๆ ก็อาจจะเหมาะสม แต่ในปัจจุบันนั้นมีคู่แข่งทางธุรกิจมากที่ใช้คำที่เฉพาะเจาะจงตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งเพศ เช่น ชาย หญิง ไม่ระบุเพศ, สีสัน เหลืองแดง พาสเทล ทูโทน, เนื้อผ้า ชนิดพลาสติก ฯลฯ รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ คุณต้องระบุลงในตัวสินค้าให้ชัดเจนขึ้น เพราะลูกค้าก็จะใช้คำเหล่านี้ในการสืบค้น

ถ้าคุณใช้แต่ keyword กว้าง ๆ โอกาสที่จะโดนใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายก็จะยิ่งน้อยลงไป และทำให้คุณเสียลูกค้าไปให้กับเว็บไซต์คู่แข่งที่มีการใช้ keyword ที่จำเพาะเจาะจงมากกว่า โดยเฉพาะสินค้าแนวแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์กีฬา เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าวิธีที่เรายกตัวอย่างมานั้น เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรให้เกิดขึ้นกับเว็บไซต์ของคุณหากต้องการมีอำนาจในการแข่งขันกับเว็บไซต์ธุรกิจอื่น ๆ และเคล็ดลับที่เราขอฝากไว้ทิ้งท้ายในบทความนี้ก็คือ การคำนึงถึงผู้ใช้ให้มากที่สุด จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะมีชัยชนะเหนือเว็บไซต์คู่แข่งได้

การทำ SEO แบบผิดๆ ไม่ประสบผลสำเร็จ

นักธุรกิจยุคดิจิทัล ต้องรู้จัก SEO

ทำโฆษณาธุรกิจผ่านหน้า Google

นักธุรกิจยุคดิจิทัลที่เกิดจากธุรกิจออนไลน์นั้นมีมากมายหลายระดับบนโลกใบนี้ นักธุรกิจยุคดิจิทัลบางรายก็เลิกล้มกิจการ บางรายก็มียอดขายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์บนโลกออนไลน์ไม่หยุดนิ่ง ฉะนั้น การอัปเดตความรู้ การสร้างทีม การเพิ่มความคิดสร้างสรรค์และความคิดวิเคราะห์ที่รวดเร็วทันต่อสถานการณ์โลก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดในยุคดิจิทัล และที่ขาดไม่ได้ คือการให้ความสำคัญกับการโฆษณา

บทความนี้ นำเสนอ SEO ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาที่ลงทุนน้อยที่สุด แต่ทรงอิทธิพลมากที่สุด นั่นคือการโฆษณาเว็บไซต์ธุรกิจผ่าน search engine หรือเครื่องมือค้นหา โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่คุ้นหูนักค้นหาข้อมูลทั่วโลก คือ Google.com

ทำโฆษณาธุรกิจผ่านหน้า Google

การโฆษณาธุรกิจผ่านหน้า Google ทำได้ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และก้าวทันความคิดของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หัวใจสำคัญคือการคิด keyword เนื่องจากไม่ว่าใครก็ตามหากต้องการ search หาสินค้าสักชิ้นบนโลกใบนี้ ก็ไม่แคล้วที่ต้องใช้ Google

จากสถิติคนใช้ Google search เมื่อปี 2019 คือ 3,500 ล้านครั้งต่อวัน แน่นอนว่าหาคุณวิเคราะห์ให้ทันลูกค้ากลุ่มเป้าหมายว่า เมื่อลูกค้าต้องการซื้อสินค้าของคุณ ลูกค้าจะพิมพ์คำว่าอะไรในช่อง search สิ่งที่พิมพ์นั่นล่ะ คือ keyword ซึ่งหากลูกค้าพิมพ์ keyword ได้ตรงกับธุรกิจของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ลูกค้าก็จะมองเห็นและแน่นอนว่าต้องพิจารณาธุรกิจของคุณเป็นอันดับแรก นี่คือการคิดวิเคราะห์เพื่อกลับมาทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ธุรกิจของคุณนั่นเอง

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization อธิบายในภาคปฏิบัติ คือ การออกแบบเว็บไซต์ให้ตรงกับเกณฑ์การวัดผลเพื่อจัดเรียงอันดับเว็บไซต์ในแต่ละหน้าเพจของ Google โดยใช้ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ keyword

ให้พิมพ์ keyword ที่ตรงกับธุรกิจของคุณและตรงกับคำที่กลุ่มเป้าหมาย search หาคุณ พิมพ์ลงไปในโครงสร้างวิศวกรรมของเว็บไซต์และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ โดยต้องพิมพ์ให้ตรงตำแหน่งที่ Google กำหนด ยิ่งทำให้ถูกต้องตามเกณฑ์การวัดผลของ Google มากเท่าไร เว็บไซต์ธุรกิจของคุณก็ยิ่งมีโอกาสได้ขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ มากเท่านั้น

เมื่อเว็บไซต์ธุรกิจของคุณได้ก้าวขึ้นมาอยู่หน้าแรกสุด แน่นอนว่าจะมีผู้คนจำนวนมหาศาลมองเห็นธุรกิจของคุณ เปรียบได้กับการซื้อโฆษณาโทรทัศน์ในช่วงเวลาที่มีคนดูมากที่สุดในรอบวันและรอบโลกเลยทีเดียว เพียงแค่ว่า นักธุรกิจดิจิทัลต้องหมั่นเช็คหรือทำการวิจัยว่า keyword ที่ใช้พิมพ์ในโครงสร้างเว็บไซต์ธุรกิจของคุณนั้น ตกยุคหรือไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแล้วหรือยัง หากเป็นเช่นนั้นต้องรีบเปลี่ยน keyword ใหม่เรื่อย ๆ และหมั่นทำ SEO บนเว็บไซต์เรื่อย ๆ เพราะ Google จะปรับเกณฑ์การวัดผลอยู่เสมอ ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจของคุณมีโอกาสโดนธุรกิจอื่นแซงอันดับต้น ๆ ในหน้าแรกได้ตลอดเวลา SEO จึงเป็นเรื่องที่นักธุรกิจดิจิทัลต้องรู้อย่างแท้จริง

ธุรกิจไหนที่ยั่งยืนอันดับต้น ๆ ได้เสมอ นั่นคือ ธุรกิจนั้นได้มีการทำ SEO ตลอดเวลานั่นเอง เมื่อถึงวันที่ธุรกิจออนไลน์ของคุณได้ยืนหนึ่งบนอันดับแรก ๆ ในหน้า search ของ Google การแบ่งปันประสบการณ์การทำ SEO ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักธุรกิจดิจิทัลรุ่นใหม่ จะสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจของคุณยิ่งขึ้นไป อาจเป็นโอกาสในการขยายทีมธุรกิจให้เติบโตและสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันที่ไม่ได้เน้นแต่การแข่งขันกันต่อไป

นักธุรกิจยุคดิจิทัล ต้องรู้จัก SEO

SEO คืออะไร และดีอย่างไรต่อเว็บไซต์คุณ

การขายของออนไลน์เป็นที่นิยมอย่างมากในยุค 2019

การขายของออนไลน์เป็นที่นิยมอย่างมากในยุค 2019 เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายที่สุด ซึ่งการทำ SEO นับเป็นเทคนิคประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ออนไลน์ที่กูรูทางการตลาดแนะนำ เพื่อให้เว็บไซต์ทุกประเภทได้รับผลดีอย่างรอบด้าน

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization โดยหลักการประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

หมายถึงการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ของเว็บไซต์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น

การออกแบบโลโก้ เลือกธีมสีของเว็บไซต์ และใช้ฟอนต์ที่สื่อถึงแบรนด์ได้อย่างชัดเจนและเป็นที่จดจำได้ง่าย

พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งในจอโทรศัพท์มือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด

เลือก Keyword SEO ที่ได้จากการวิจัย ว่าตรงกับการค้นหาของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ในการเขียนหัวข้อ Title การตั้งชื่อลิงก์ของเพจ การตั้งชื่อรูป เป็นต้น

ผลิตบทความที่มีคุณภาพ ให้สาระที่เป็นประโยชน์ที่ทันสมัยแก่ผู้อ่านอยู่เสมอ

2. Off-Page SEO

คือ การสร้างลิงก์เชื่อมโยงหลายเว็บไซต์เข้าด้วยกัน เช่น หากทำเว็บไซต์ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ ก็ควรไปแนะนำเทคนิคดูแลสุขภาพในห้องสนทนาต่าง ๆ ที่คุยกันเฉพาะเรื่องสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การขายสินค้าของเว็บไซต์คุณ เป็นต้น

ข้อดีที่เว็บไซต์จะได้รับจากการทำ SEO ได้แก่

1. ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ ประหยัดค่าโฆษณาได้ หากทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปอาศัยการโฆษณาในช่องทางอื่นให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด

2. ทำให้มีลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น คุณสามารถรอรับออเดอร์จากต่างประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากทำเว็บไซต์เป็นระบบหลายภาษา และใช้ Keyword ที่เป็นทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ จะยิ่งทำให้ขยายฐานลูกค้าได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องไปโฆษณาแบบ SEM หรือ Search Engine Marketing ที่ต้องมีการประมูลพื้นที่โฆษณาและมีการจ่ายค่าบริการตามการคลิกด้วย

3. ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและมีภาพลักษณ์ที่ดีในกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันจะนิยมแบรนด์ที่ให้ข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วน ไม่เน้นการขายที่เป็น Hard-Sale มากเกินไป ใส่ใจข้อมูลที่มีความทันสมัย และต้องมีความโปร่งใสของแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และหากมีการทำคลิปวีดีโอที่ช่วยให้เข้าใจบทความได้ง่ายยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจและเกิดความประทับใจ อยากกลับมาใช้บริการและสนับสนุนกิจการของเว็บไซต์ในระยะยาวอีกด้วย

คงเห็นแล้วว่า การทำเว็บไซต์ SEO เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ยุคใหม่ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องการประสบความสำเร็จระดับสูง จำเป็นต้องทำตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างรอบด้าน หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านมีความมั่นใจในการทำ SEO มากยิ่งขึ้น โดยสามารถศึกษาด้วยตัวเองหรือจ้างบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการทำ SEO ก็ได้เช่นกัน

SEO คืออะไร และดีอย่างไรต่อเว็บไซต์คุณ

เลือกบริษัททำ SEO ต้องดูอะไรบ้าง

เลือกบริษัททำ SEO ต้องดูอะไรบ้าง

ปัจจุบันการทำเว็บไซต์ SEO ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเป็นช่องทางในการ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มอำนาจในการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจรายอื่น ซึ่งการทำ SEO หรือ search engine optimization มีอยู่หลายองค์ประกอบที่ ผู้ประกอบการสามารถเรียนรู้ทำเองได้ หรืออาจใช้บริการบริษัทรับจ้างทำ SEO ก็ได้

การเลือกผู้รับจ้างทำ SEO ที่ดีมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา ดังนี้

1. ความน่าเชื่อถือ

หากไม่มีคนรู้จักที่ไว้ใจได้แนะนำบริษัทใด ๆ คุณก็สามารถเปิดหาได้จาก Google search โดยควรเลือกจ้างบริษัทรับทำ SEO ที่เปิดกิจการมายาวนาน มีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ มีเอกสารที่แสดงถึงการเปิดเป็นบริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีตัวอย่างผลงานและทีมงานที่มีคุณภาพ ที่สำคัญคือ มีสัญญาในการจ้างงานที่ชัดเจน เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบหากมีปัญหาในภายหลัง

2. ประสบการณ์ในการทำงาน

บริษัทรับทำเว็บไซต์ SEO จะต้องมีทีมงานที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การออกแบบงานด้านกราฟิก การผลิตบทความที่มีคุณภาพ ฯลฯ ซึ่งคุณสามารถขอดูตัวอย่างผลงานการทำ SEO ในเว็บไซต์ของลูกค้ารายเก่าของบริษัทที่คุณสนใจได้ เพื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบข้อมูลกันระหว่างหลายบริษัท และยังทำให้ช่วยในการประเมินค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นว่าจะมีความคุ้มค่าเมื่อจ้างงานบริษัทใดมากที่สุด

3. สอบถามแนวทางของการทำ SEO ตั้งแต่ต้น

การทำ SEO ที่ดี ไม่ใช่เริ่มจากการทำ keyword หรือเขียนบทความที่มีคุณภาพ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำ SEO มักเริ่มจากการปรับปรุงแก้ไขส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานทั้งในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การตั้งค่าในทางเทคนิคต่าง ๆ โดยเฉพาะหากเป็นเว็บไซต์ที่ทำมานานแล้ว จะต้องมีการแก้จุดบกพร่องเช่น ลิงก์เชื่อมโยงที่ไม่สามารถใช้งานได้เป็นปกติ หรือมีการออกแบบโลโก้และสีสันที่ทันสมัย ที่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่แบรนด์ ดังนั้นการจ้างทำบริษัท SEO จึงควรสอบถามแนวทางในการแก้ไขตั้งแต่ต้น ก่อนการทำสัญญา

4. ค่าชดเชยหรือการยกเลิกสัญญา

กรณีที่การทำ SEO ไม่ได้ผลตามที่การันตีผลไว้ เช่น อันดับไม่เพิ่มในระยะเวลา 3 เดือน จำนวนผู้เข้าชมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ยอดขายไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ เป็นต้น คุณสามารถที่จะยกเลิกสัญญาหรือได้รับค่าชดเชยอย่างไรบ้างจากบริษัททำ SEO สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นคำถามที่ต้องระบุไว้ในสัญญาด้วย เพื่อเป็นหลักฐานไม่ให้มีปัญหาโต้แย้งในภายหลัง

จะเห็นได้ว่า การจ้างบริษัททำ SEO มีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจหลายด้าน ซึ่งการเลือกบริษัทที่ดีและวางใจได้ จะเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการหรือเจ้าของเว็บไซต์ก็ควรเรียนรู้หลักการทำ SEO เพื่อให้เข้าใจแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น

การเลือกผู้รับจ้างทำ SEO ที่ดีมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา