เทคนิคการทำ SEO เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด

เทคนิคการทำ SEO เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด

คนมากมายทั่วโลกใช้งานโซเชียลมีเดียเพื่อติดต่อสื่อสาร ค้นหาสินค้าและบริการต่าง ๆ แต่การค้นพบเว็บไซต์ที่ต้องการจากเว็บจำนวนนับล้านไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าของธุรกิจพยายามใช้เทคนิคการทำ SEO ให้เกิดประโยชน์ทางการตลาดมากที่สุด สำหรับมือใหม่มีจุดเริ่มต้นง่าย ๆ ดังนี้

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจนิยามและเป้าหมายของ SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับแต่งเนื้อหา โครงสร้าง และทุกองค์ประกอบของเว็บไซต์ให้มีคุณภาพโดยรวมดีขึ้น ช่วยผลักดันเว็บไซต์ให้เลื่อนอันดับขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google ได้สำเร็จ ทำให้ผู้เข้าชมเห็นเว็บไซต์ก่อน มีโอกาสปิดยอดขายก่อนและธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

การปรับแต่ง SEO โดยทั่วไปมักจะเริ่มจากการใช้คีย์เวิร์ดให้เกิดประโยชน์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และสินค้าเพื่อให้ระบบเสิร์จเอนจินค้นพบเว็บไซต์และบทความในเว็บนั้นง่ายและเร็วขึ้น เทคนิคการเลือกคีย์เวิร์ดแต่ละหน้าไม่ซ้ำกัน ในหน้าหนึ่งมี 2-3 คำ ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำ SEO และส่งผลดีต่อการจัดอันดับของ Google หากเลือกคำไม่เหมาะสมไม่เพียงยากที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าทำผิดกฎและเสี่ยงถูกลงโทษได้

คีย์เวิร์ดเหมาะสมเป็นอย่างไร คือคำหรือวลีที่แสดงตัวตนของธุรกิจ สินค้า หรือบริการเพื่อให้คนเสิร์จค้นพบสิ่งที่ต้องการมากที่สุด คีย์เวิร์ดที่ดีเป็นคำที่มีการค้นหามาก แต่คู่แข่งก็มีจำนวนมากเช่นกัน ส่วนคีย์เวิร์ดที่เป็นวลีจะทำให้ปริมาณค้นหาไม่สูงนัก แต่เข้าถึงความต้องการของผู้ค้นหาได้มากกว่า เช่น เลือกคำว่า “เครื่องสำาอง” จะมีจำนวนคู่แข่งมาก เปรียบเทียบกับคำว่า “เครื่องสำอางเกาหลี” และ “ขายเครื่องสำอางออนไลน์” ทั้งนี้ จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยว่าถ้าต้องการสินค้าแบบนี้จะใช้คำใดในการค้นหามากที่สุด เพื่อให้การทำตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยตรงและทำให้ผู้ค้นหาคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์มากขึ้น

คำค้นหาไม่ได้ใส่ในบทความเท่านั้น แต่ยังความถึงชื่อบทความ หัวข้อบทความ Meta Description และ URL ไม่ได้มีเทคนิคอะไรมากมาย เพียงใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมลงไปเพื่อให้มีอิทธิพลในการดึงดูดผู้คนที่เห็นแล้วตัดสินใจว่าอยากเข้าชมเว็บไซต์ สำหรับคนที่ยังใหม่ต่อเว็บไซต์ควรรู้จัก Meta Description ซึ่งหมายถึงคำอธิบายเพิ่มเติมที่ให้ข้อมูลว่าเว็บไซต์นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง เพื่อแนะแนวทางให้เข้ามาค้นหาสิ่งที่ต้องการ วิธีการเขียนต้องเน้นความสั้นกระชับ เข้าใจง่าย และน่าสนใจ

ส่วนการเขียน URL ควรเลือกใช้คำภาษาอังกฤษซึ่งเป็นสื่อสากล การตั้งชื่อต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะจะต้องใช้ไปตลอด เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับและเป็นที่รู้จักแล้วจะไม่มีการเปลี่ยน URL เพราะจะส่งผลเสียทำให้อันดับของเว็บไซต์ตกลง เลือกคำที่ที่แคบลงมาและเจาะกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เพื่อให้คนเสิร์จที่ต้องการสินค้าแบบเฉพาะไม่เลื่อนผ่านและตัดสินใจคลิกเข้าชมในทันที ที่สำคัญคือทำให้คนรู้จักเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย เห็นได้ว่าการทำ SEO เริ่มต้นไม่ยากและวัดผลได้จริง

เทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO

เทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO

ในวงการ SEO ต่างยอมรับว่าคอนเทนต์หรือบทความเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ แต่กว่าที่จะได้มาซึ่งบทความคุณภาพเหล่านั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ในการจัดวางองค์ประกอบและเทคนิคสำคัญหลายประการลงในงานเขียนเพื่อให้บทความนั้นอุดมไปด้วยคุณค่าของความรู้ คีย์เวิร์ดที่ส่งผลดีต่อการค้นหา ตลอดกระบวนการตามแนวทางการทำ SEO(Search Engine Optimization) ต่าง ๆ นานา ซึ่งล้วนแต่มีเป้าหมายหลักในการทำให้บทความบนเว็บไซต์นั้น ติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกของ Google ซึ่งผลลัพธ์จากการค้นหานั้นจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างนัยสำคัญในเชิงการตลาด ส่วนจะมีเทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO อย่างไรนั้น เราไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันค่ะ

เทคนิคที่ 1 การทำให้บทความเป็นที่ยอมรับสำหรับ Search Engine ในการค้นหาคีย์เวิร์ด ที่ได้รับความเป็นที่สนใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ด้วยความสดใหม่ของบทความหรือ Original Content ในที่นี้หมายถึงการแตกประเด็น อย่างสร้างสรรค์ จับจุดเด่นมานำเสนออย่างเป็นธรรมชาติ เติมเสน่ห์และบรรยากาศเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าและเว็บไซต์ นำมาเขียนด้วยเทคนิควิธีเฉพาะตัวให้น่าสนใจ หรือ เป็นประเด็นใหม่ ๆ ที่หยิบยกมานำเสนอเป็นคนแรก ๆ เป็นต้น

เทคนิคที่ 2 ฝึกเขียนบทความคุณภาพที่มีความยาวประมาณ 500-1000 คำ ซึ่งเป็นขนาดที่พอเหมาะแก่การวิเคราะห์คุณภาพของบทความที่ดีในแนวทางของ Search Engine ที่มีมาตรฐานระดับสากลอย่าง Google ซึ่งความสามารถคิดและวิเคาะห์บทความขนาดยาวได้ดีกว่าบทความขนาดสั้น ๆ

เทคนิคที่ 3 ค้นหาคีย์เวิร์ดที่คนนิยมค้นหากันเยอะ ๆ และมีความหมายตรงกับเนื้อหาที่เราเขียนโดยพิมพ์คำค้นหาลงบน Google Keyword Planner ก็จะพบคีย์เวิร์ด และคำใกล้เคียงมากมายให้เราเลือกใช้ตามความต้องการ

เทคนิคที่ 4 นำคีย์เวิร์ดที่ค้นหามาใส่ลงในเนื้อหาบทความที่เขียนให้กลมกลืน เช่น ใน 100 คำแรก บนหน้าเว็บไซต์ ใน Headline , Meta Description, รูปภาพ หรือ ลิงก์ URL แล้วจึงใส่ Internal link เพื่อเชื่อมต่อไปยังบทความที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ หรือบทความที่มาของเนื้อหานั้นด้วย

เทคนิคที่ 5 เมื่อได้บทความที่มีเนื้อหาครอบคลุม ทั้งเอื้อประโยชน์และให้ความรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายแล้ว เทคนิคสำคัญประการหนึ่งคือการอัปเดตคอนเทนต์ที่เผยแพร่อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะ เพื่อให้บทความได้รับการแชร์ต่อ ๆ กันไปให้แพร่หลายอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

จากประสบการณ์ในการทำ SEO พบว่าในสายตาของ Search Engine อย่าง Google คอนเทนต์หรือบทความที่เผยแพร่ลงบนเว็บอย่างสม่ำเสมอ หมายความว่า เว็บไซต์หรือผลิตภัณฑ์นั้น มีผู้สนใจและมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแชร์ต่อ ๆ กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเปรียบได้กับการทำโฆษณาแบบปากต่อปากด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยผู้ใช้ ซึ่งเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามายังเพจหรือเว็บไซต์​ ช่วยกระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจในสินค้าหรือบริการที่ต้องการนำเสนอ

ตอบคำถาม SEM กับ SEO แตกต่างกันอย่างไร

ตอบคำถาม SEM กับ SEO แตกต่างกันอย่างไร

ปัจจุบัน การทำ SEM กับ SEO ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสที่จะทำให้ผู้ใช้งาน Search Engine อย่าง Google ให้กลายเป็นลูกค้าได้อย่างง่ายดาย ซึ่งผู้ที่ได้ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ล้วนให้ความสำคัญกับการทำ SEM กับ SEO แทบทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีหลายคนที่แยกความแตกต่างของ SEM กับ SEO ไม่ออก วันนี้เราจึงจะไปหาคำตอบกัน

SEM กับ SEO ความเหมือนที่แตกต่าง

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจพื้นฐานระหว่าง SEM กับ SEO กันก่อนว่า SEO หรือ Search Engine Optimization คือ การปรับแต่งหน้าเว็บไซต์และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ของเราให้ได้รับคะแนนสูง ๆ จากระบบอัลกอริทึมของ Google เพื่อเพิ่มโอกาสติดอันดับแรก ๆ ของการค้นหาบน Google ซึ่งการปรับแต่งที่ว่านี้ก็ประกอบด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การเลือกใช้คำ(Keywords), การใช้ลิงก์เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ ไปจนถึงจำนวนหน้าภายในเว็บไซต์ ซึ่งข้อดีก็คือ เราไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณาของ Google หรือ Google Ads แต่อย่างใด เพราะมันเป็นการทำให้เว็บไซต์ของเราได้อันดับดี ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ข้อเสียก็คือ ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้ว่าเว็บไซต์ของเราจะติดอยู่อันดับแรก ๆ ของหน้าแสดงผลการค้นหาหรือไม่ ฉะนั้น การทำ SEO ให้ได้ผลลัพธ์นั้นต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และเชี่ยวชาญอย่างมาก

ส่วน SEM หรือ Search Engine Marketing หมายถึง การลงโฆษณาบนหน้าผลการค้นหาหรือบนเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับ Google ด้วยการซื้อโฆษณาเช่น การซื้อโฆษณาบน Google หรือ Google Ads โดยข้อดีก็คือ สามารถรับประกันผลได้ว่าโฆษณาของเราจะปรากฎในหน้าแรกของหน้าผลการค้นหาอย่างแน่นอน แถม Google ยังมีเครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น เพศ, อายุ, พื้นที่, ความสนใจ ฯลฯ แต่ข้อเสียก็คือ การทำ SEM มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แถมหากเราวางแผนโฆษณาไม่ดีพอ หรือไม่สามารถดึงดูดผู้ที่คลิกโฆษณาให้มาเป็นลูกค้าได้ในอัตราที่คุ้มทุน ก็จะทำให้ขาดทุนได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้า ชื่อเสียงของแบรนด์ จุดแข็งของคู่แข่ง (เช่น ราคาสินค้าถูกกว่า) และการออกแบบเว็บไซต์

ระหว่าง SEM กับ SEO ควรเลือกทำอย่างไหน?

เรื่องนี้ตอบได้ไม่ยากว่าควรทำทั้งสองอย่าง เพียงแต่เราอาจจะต้องเลือกใช้ SEM กับ SEO ตามความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด เช่น หากเราเป็นธุรกิจใหม่ เงินทุนไม่หนา และยังไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้ามากนัก การทำ SEM จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว สร้างการรับรู้ให้ลูกค้าได้เร็วกว่าการทำ SEO ที่อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่เว็บไซต์ของเราจะติดอันดับแรก ๆ บนหน้าผลการค้นหา แต่หากธุรกิจของเราเป็นที่รับรู้ในวงกว้างแล้ว และไม่รีบร้อนที่จะทำโฆษณา ก็สามารถใช้วิธีการทำ SEO เพื่อหวังผลการติดอันดับในระยะยาวได้นั่นเอง ทั้งนี้ยังสามารถทำ SEM เสริมได้ตามที่ต้องการเพื่อเร่งยอดขายอีกด้วยในวาระเทศกาลสำคัญต่าง ๆ เช่น คริสต์มาส ปีใหม่ วาเลนไทน์ ช่วงเงินเดือนออกหรือโบนัสออก เป็นต้น

5 วิธีทำ SEO อย่างไรให้ปัง ติดอันดับการค้นหาใน Google

5 วิธีทำ SEO อย่างไรให้ปัง ติดอันดับการค้นหาใน Google

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำเว็บไซต์ให้เหมาะสมต่อการทำงานของ Search engines เพื่อให้ผลการค้นหาติดอันดับต้น ๆ และเพิ่มการเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่ง Google เป็น Search engine เพื่อการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย การทำ SEO ให้สอดคล้องกับหลักและคำแนะนำของ Google จึงเพิ่มโอกาสให้มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น โดยเราได้รวบรวม 5 วิธีในการทำ SEO ที่จะช่วยให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีขึ้นมาฝากกัน อย่ารอช้า มาเริ่มดูไปพร้อมกัน ดังนี้

1.สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและเพิ่มความน่าสนใจด้วยสื่อที่หลากหลาย
เนื้อหาที่มีคุณภาพประกอบไปด้วยหลายปัจจัย เช่น เป็นข้อมูลเชิงลึกมีความน่าเชื่อถือ มีความยาวที่พอเหมาะ 500 คำขึ้นไป ใช้คีย์เวิร์ดได้เหมาะสม และมีภาพประกอบหรือสื่ออื่น ๆ ที่ช่วยดึงดูดให้ผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้นนานขึ้น โดยระยะเวลาการใช้งานในหน้าเว็บไซต์นี้ก็มีผลต่อการวิเคราะห์การจัดอันดับของ Google ด้วย

2.จัดการเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการเข้าถึง
เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างตรงจุด Google จึงสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Algorithm เพื่อประมวลผลและจัดอันดับผลการค้นหาได้มากที่สุด ซึ่งนอกจากเนื้อหาที่มีคุณภาพแล้ว การจัดการบนหน้าเว็บไซต์ซึ่งเอื้อต่อการใช้งานก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้รักษาอันดับที่ดีไว้ โดยมีหลายส่วนที่ควรให้ความสำคัญ เช่น มีแพลตฟอร์มที่สะอาด อ่านง่าย ใช้งานสะดวกรวดเร็ว มีการแบ่งหมวดหมู่ของเนื้อหา และมีลิงก์เชื่อมโยงไปยังหน้าอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

3.ใช้คีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาบ่อย
การสร้างคอนเทนต์ที่ประกอบด้วยคีย์เวิร์ดที่มีการค้นหาบ่อย ก็เพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องการ โดยมีโปรแกรมมากมายที่เป็นตัวช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ดในการทำ SEO เช่น Google Keyword Planner, Google Trends และ Answer the Public เป็นต้น โดยโปรแกรมข้างต้นสามารถใช้งานได้ฟรี แต่บางโปรแกรมก็ฟรีแต่มีข้อจำกัด ซึ่งหากทดลองใช้แล้วยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด ก็มีโปรแกรมอื่น ๆ ที่คิดค่าบริการแต่สามารถใช้หาคีย์เวิร์ดและมีฟังก์ชันอื่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำ SEO มากขึ้น เช่น SEMruch, Ahrefs และ Moz Keyword Explorer เป็นต้น

4.ใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสม
การใส่คีย์เวิร์ดในเนื้อหามีส่วนสำคัญต่อการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบ Algorithm ของ Google ซึ่งการใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสมก็จะช่วยให้ติดอันดับผลการค้นหาได้ไวขึ้น โดยส่วนที่ควรใส่คีย์เวิร์ดมีหลากหลายตำแหน่ง อย่างเช่น หัวข้อเรื่อง, Meta description หรือส่วนที่อธิบายเนื้อหาและคีย์เวิร์ด ซึ่งจะช่วยให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลของ Google เข้าใจข้อมูลภายในเว็บไซต์มากขึ้น อย่างเช่น ถ้าหากพลาดชมการแข่งขันฟุตบอลคู่สำคัญของเมื่อคืนไป ก็เลือกใช้ “ผลบอลย้อนหลัง” ให้เป็นคีย์เวิร์ดในการค้นหาได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่คีย์เวิร์ดใน URL หรือที่อยู่ของเว็บไซต์, ในเนื้อหาย่อหน้าแรก, หัวเรื่องรอง และใส่ควรใส่คีย์เวิร์ดกระจายในเนื้อหาให้มีความถี่เหมาะสม เป็นต้น

5.ใช้ระบบวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาที่ดีกว่า
การวัดผลของข้อมูลบนเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดในการพัฒนาที่ดีกว่า โดยมีหลากหลายโปรแกรมที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Google Analytics, NetInsight และ WebTrends เป็นต้น โดยข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ก็จะช่วยให้สามารถปรับปรุงเนื้อหาหรือฟีเจอร์บนเว็บไซต์เพื่อให้ตอบโจทย์ algorithm ของ Google ได้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในด้านของความน่าเชื่อถือ ยอดขายและผลกำไร

SEO คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ

SEO คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่ทำให้เว็บไซต์ มีอันดับในการสืบค้นที่ดีจาก Yahoo และ Google ซึ่งจะทำให้มีความน่าเชื่อถือ มีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น การทำ SEO สามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือจ้างบริษัท ถ้าต้องการให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีนานเท่าไหร่ ก็จะต้องทำ SEO อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำด้วย

ตัวอย่างการทำ SEO เช่น ถ้าต้องการซื้อดอกไม้เพื่อให้เพื่อนวันรับปริญญา สามารถที่จะพิมพ์เป็น keyword ใน Yahoo ก็จะแสดงร้านดอกไม้ออนไลน์ที่มีบทความ SEO ที่มี keyword ว่าดอกไม้รับปริญญาและมีจำนวนผู้ใช้บริการมากขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ SEO จึงเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านค้าออนไลน์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณา อย่างการทำการตลาดออนไลน์ด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การซื้อพื้นที่โฆษณา SEM (Search Engine Marketing) หรือ Google AdWords เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บสถิติพบว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับที่ 1 ในการสืบค้น จะมียอดผู้เข้าไปชมประมาณ 2 เท่าของเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับที่ 2 และส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อสินค้าที่แสดงอยู่ในหน้าแรกหรือว่า Top Ten  ของการค้นหา จึงแสดงว่า SEO สำคัญต่อการทำธุรกิจออนไลน์อย่างมาก

SEO ประกอบไปด้วย ส่วนเนื้อหาเว็บไซต์ที่มีความทันสมัย มี keyword ที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงาม ใช้งานง่าย เช่น เว็บไซต์ขายช่อดอกไม้รับปริญญา ก็ควรต้องมีบทความที่เกี่ยวข้องกับความหมายของดอกไม้แต่ละชนิด การเลือกใช้สีของดอกไม้ตามโอกาสต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องมีช่องทางที่ให้ติดต่อสอบถามได้สะดวก จึงจะน่าสนใจและทำให้มีผู้เข้ามาอ่านและสั่งซื้อช่อดอกไม้มากขึ้น

อีกส่วนที่สำคัญของ SEO คือการทำลิงค์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์เข้าด้วยกัน เช่น การไปตอบคำถาม หรือแนะนำร้านในเว็บไซต์ที่เป็นกระทู้ถามตอบเกี่ยวกับวิธีการสั่งดอกไม้จากร้านออนไลน์ และโพสต์ลิงค์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสั่งสินค้าในเว็บไซต์คุณ ซึ่งเรียกว่าการทำ Backlink ก็ช่วยเพิ่มอันดับให้ดีขึ้นและมียอดผู้ซื้อสินค้ามากขึ้นควบคู่กันไปด้วย

ทั้งนี้ การทำ SEO จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลเพื่อให้ระบบ Algorithm ของ Search Engine ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างเว็บไซต์ที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน โดยจะใช้เวลา 2-3 เดือนขึ้นไปหลังจากเริ่มทำ SEO จึงเป็นข้อเสียที่ไม่สามารถที่จะเห็นผลทั้งยอดซื้อสินค้าและจำนวนผู้ชมเว็บไซต์ได้เร็วอย่างการทำโฆษณาแบบอื่น ๆ

แต่ก็มีข้อดีกว่าตรงที่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา เหมาะกับธุรกิจที่เป็นขนาดกลางและเล็ก เพียงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายตลอดเวลา ก็จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ยาวนาน

SEO คืออะไร ทำไม