Off-Page SEO ช่วยโปรโมทเว็บได้จริงหรือ

Off-Page SEO ช่วยโปรโมทเว็บได้จริงหรือ

หากจะกล่าวถึงการทำ SEO คงไม่มีใครกล้าที่จะปฏิเสธถึงวิธีการทำ On-Page และ Off-Page ไว้เป็นลำดับต้น ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งทั้ง 2 วิธีคือการปรับแต่งแก้ไขข้อมูลภายในเว็บและนอกเว็บที่จะทำให้ Search Engine สามารถค้นหาเว็บไซต์ของคุณให้ติดอันดับต้นๆ ของ Google ได้ ในส่วนของ On-Page สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้เองด้วยวิธีง่ายๆ เพราะสามารถทำได้ในเว็บของตนเอง หากแต่ Off-Page นั้นจะเป็นในส่วนของผู้คนหรือคนอื่นๆ ที่เข้ามาเห็นบทความของคุณหรือเว็บไซต์ของคุณแล้วนำไปบอกต่อโดยการทำลิงก์เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้เครดิตข้อมูลของคุณเอง

Off-Page SEO หรือ Backlink จากเว็บที่มีคุณภาพจะเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาจาก Google เพราะบ่งบอกถึงคนทำเว็บนั้นๆ เล็งเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งชื่อเสียงของเว็บคุณน่าจะมีชื่อเสียงไม่ใช่น้อย จึงทำให้เว็บไซต์ดังๆ Ref. หรือ ทำ Backlink กลับมายังเว็บของคุณได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้อันดับในการค้นหาจากทาง Google จะมีเว็บไซต์ของคุณติดอันดับจากการ Search

เคล็ดลับการทำ Off-Page แบบมีคุณภาพ

1. คุณภาพของเว็บไซต์ สิ่งแรกในการทำเว็บไซต์คือ คุณภาพของสิ่งที่คุณจะนำเสนอนั่นเอง โดยหลักๆแล้วก็คือคอนเทนต์ต่างๆ ที่ต้องการจะนำเสนอให้คนทั่วไปได้เข้ามาหาความรู้ เยี่ยมชม โดยเฉพาะการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพตรงใจกับกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งคอนเทนต์ที่ดีไม่จำเป็นที่จะต้องตอบสนองทุกคน เพียงแต่สามารถที่จะช่วยเหลือคนบางกลุ่ม บางจำพวกให้สามารถแก้ไขปัญหาหรือเพิ่มมูลค่าในสิ่งที่เขาต้องการค้นหาแค่นั้นเอง

2. อินโฟกราฟิก สุดยอดแห่งการทำ Backlink ทำไมถึงให้อินโฟกราฟิกเป็นสุดยอดของการทำ Backlink เพราะข้อมูลที่เป็นอินโฟกราฟิกจะดูเข้าใจได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีรูปและคำอธิบายสั้นๆ แต่ได้ใจความมากกว่าบทความที่ต้องใช้เวลาในการอ่านที่นาน แล้วเทียบกับวีดีโอล่ะไม่ดีกว่าหรือ แน่นอนวีดีโออาจทำได้ดีกว่าเพราะมีทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงประกอบ แต่การทำ Off-Page SEO ให้อยู่บนวีดีโอบอกได้เลยยากมาก ที่สำคัญที่สุดคือช้าและราคาแพงกว่าอินโฟกราฟิกแน่นอน

3. ใช้ Facebook ให้เป็นประโยชน์ แน่นอนที่สุดคงไม่มีใครไม่เคยใช้งาน Facebook ซึ่งหากคุณได้ลองสังเกตดีๆ แล้วการอัปเดตครั้งหลังสุดของ Facebook นี้จะเน้นไปที่กลุ่มซึ่งจะเห็นได้ว่าการแจ้งเตือนการโพสต่างๆ จากกลุ่มที่คุณเข้าร่วมจะมีมากกว่าการแจ้งเตือนจากเพจส่วนตัวเสียด้วยซ้ำ เพราะทาง Facebook ให้ความสำคัญต่อ Community มากกว่าเพจส่วนตัวอีกนะ ถ้าคุณทำคอนเทนต์ดีๆ แล้วไปปล่อยให้ตรงตามกลุ่มรับรองได้เลยเพจคุณดังแน่นอน

4. เป็นมือปืนรับจ้าง เขียนบทความโชว์เองเลย หากจะรอให้ผู้คนหรือเว็บอื่นๆ กล่าวถึงเว็บไซต์ของคุณก็ดูจะใช้เวลานานเกิน ก็อาสาเป็นมือปืนรับจ้างไปเลย ซึ่งคุณสามารถที่จะค้นหาข้อมูลตามที่เว็บไซต์ของคุณจะนำเสนอ เมื่อค้นเจอแล้วก็เข้าไปช่วยในการตอบปัญหาพร้อมวิธีการแก้ไข จากนั้นก็พ่วงด้วย Backlink ของเว็บไซต์ของคุณ เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้คนที่เข้าไปอ่านได้กดติดตามกลับมาอ่านความรู้ต่อที่เว็บคุณได้แล้ว หากมองว่าทางแอดมินที่ดูไม่สามารถให้ฝากลิงก์ได้ก็ติดต่อไปยังเจ้าของเว็บที่รับสมัครนักเขียน พร้อมส่งผลงานให้เขาดูว่ามั่นใจในฝีมือของคุณหรือไม่ หากเขาสนใจ คุณก็สามารถที่จะหาแหล่งอ้างอิงให้เว็บของคุณให้ได้รับความน่าเชื่อถือได้แล้ว

เคล็ดลับการทำ Off-Page แบบมีคุณภาพ

ซึ่งจากข้อความข้างต้นที่กล่าวมา เป็นเพียงบางส่วนในการจัดทำ Off-Page SEO ให้มีคุณภาพเท่านั้น หากแต่ยังมีอีกหลายร้อยวิธีที่สามารถช่วยคุณทำได้ แต่ขอแนะนำว่าอย่าไปทางด้านมืดหรือทางลัดที่ผิดกติกา (Black HAT SEO) แม้จะทำให้คุณเห็นผลเร็ว แต่เมื่อโดนระบบของทาง Google ตรวจจับได้ ก็ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะตามมาแน่นอน

SEO คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ

SEO คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่ทำให้เว็บไซต์ มีอันดับในการสืบค้นที่ดีจาก Yahoo และ Google ซึ่งจะทำให้มีความน่าเชื่อถือ มีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น การทำ SEO สามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือจ้างบริษัท ถ้าต้องการให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีนานเท่าไหร่ ก็จะต้องทำ SEO อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำด้วย

ตัวอย่างการทำ SEO เช่น ถ้าต้องการซื้อดอกไม้เพื่อให้เพื่อนวันรับปริญญา สามารถที่จะพิมพ์เป็น keyword ใน Yahoo ก็จะแสดงร้านดอกไม้ออนไลน์ที่มีบทความ SEO ที่มี keyword ว่าดอกไม้รับปริญญาและมีจำนวนผู้ใช้บริการมากขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ SEO จึงเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านค้าออนไลน์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณา อย่างการทำการตลาดออนไลน์ด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การซื้อพื้นที่โฆษณา SEM (Search Engine Marketing) หรือ Google AdWords เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บสถิติพบว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับที่ 1 ในการสืบค้น จะมียอดผู้เข้าไปชมประมาณ 2 เท่าของเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับที่ 2 และส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อสินค้าที่แสดงอยู่ในหน้าแรกหรือว่า Top Ten  ของการค้นหา จึงแสดงว่า SEO สำคัญต่อการทำธุรกิจออนไลน์อย่างมาก

SEO ประกอบไปด้วย ส่วนเนื้อหาเว็บไซต์ที่มีความทันสมัย มี keyword ที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงาม ใช้งานง่าย เช่น เว็บไซต์ขายช่อดอกไม้รับปริญญา ก็ควรต้องมีบทความที่เกี่ยวข้องกับความหมายของดอกไม้แต่ละชนิด การเลือกใช้สีของดอกไม้ตามโอกาสต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องมีช่องทางที่ให้ติดต่อสอบถามได้สะดวก จึงจะน่าสนใจและทำให้มีผู้เข้ามาอ่านและสั่งซื้อช่อดอกไม้มากขึ้น

อีกส่วนที่สำคัญของ SEO คือการทำลิงค์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์เข้าด้วยกัน เช่น การไปตอบคำถาม หรือแนะนำร้านในเว็บไซต์ที่เป็นกระทู้ถามตอบเกี่ยวกับวิธีการสั่งดอกไม้จากร้านออนไลน์ และโพสต์ลิงค์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสั่งสินค้าในเว็บไซต์คุณ ซึ่งเรียกว่าการทำ Backlink ก็ช่วยเพิ่มอันดับให้ดีขึ้นและมียอดผู้ซื้อสินค้ามากขึ้นควบคู่กันไปด้วย

ทั้งนี้ การทำ SEO จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลเพื่อให้ระบบ Algorithm ของ Search Engine ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างเว็บไซต์ที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน โดยจะใช้เวลา 2-3 เดือนขึ้นไปหลังจากเริ่มทำ SEO จึงเป็นข้อเสียที่ไม่สามารถที่จะเห็นผลทั้งยอดซื้อสินค้าและจำนวนผู้ชมเว็บไซต์ได้เร็วอย่างการทำโฆษณาแบบอื่น ๆ

แต่ก็มีข้อดีกว่าตรงที่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา เหมาะกับธุรกิจที่เป็นขนาดกลางและเล็ก เพียงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายตลอดเวลา ก็จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ยาวนาน

SEO คืออะไร ทำไม

ทำไมกูรูจึงแนะนำให้ทำ SEO ทุกเว็บไซต์

ทำไมกูรูจึงแนะนำให้ทำ SEO

การทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ในปัจจุบันเป็นที่นิยมมากทั่วโลก เนื่องจากระบบเทคโนโลยีและเครือข่าย 4G ทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลมีความรวดเร็วสูง นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภค ก็ชอบสืบค้นหาข้อมูลผ่านทาง Search Engine อย่างเช่น Google , Yahoo จึงทำให้มีมูลค่าการซื้อขายเป็นปริมาณสูง

การทำ SEO ให้ประโยชน์อย่างยิ่งกับเว็บไซต์ธุรกิจออนไลน์ เนื่องจากเป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ใน 2 ส่วน ดังนี้

1. Off-Page SEO เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ในส่วนของการเชื่อมโยงลิงค์จากเว็บไซต์ภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์หลักทางธุรกิจ เช่น การเชื่อมโยงลิงค์ของบทความที่น่าสนใจในต่างประเทศ หรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมการขายซึ่งกันและกัน

2. การทำ On-Page SEO จะเป็นส่วนของการปรับปรุงโครงสร้างด้านหน้าของเว็บไซต์ทำให้สวยงามและใช้งานง่าย มีการจัดหมวดหมู่ของการโฆษณา บทความเกี่ยวกับสินค้าและ การติดต่อบริษัทอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ในส่วนของบทความและภาพประกอบ รวมถึงคลิปวีดีโอต่าง ๆ ก็จะต้องมีคุณภาพ ให้ประโยชน์สาระแก่ผู้อ่านและมี Keyword ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนิยมใช้ในการสืบค้นอยู่ด้วย

การทำ SEO ที่มีคุณภาพด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมา จะช่วยให้เว็บไซต์ทางธุรกิจได้ประโยชน์ ดังนี้

1. ประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากว่าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือการจัดอันดับให้ Search Engine เพราะระบบ Algorithm ของ Search Engine จะทำงานแบบอัตโนมัติในการตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ทั้งในส่วน Off-Page SEO และ On-Page SEO

2. การอัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันสม่ำเสมอ ทั้งด้านบทความ ข่าวสาร คลิปวิดีโอ ที่สาระประโยชน์แก่ผู้ชมเว็บไซต์ จะทำให้อันดับในการสืบค้นดียิ่งขึ้น ทำให้มีโอกาสแข่งขันกับธุรกิจของเจ้าอื่นได้ดีขึ้น

3. การทำ SEO ช่วยในการขยายกลุ่มลูกค้าได้ ทั้งในและต่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการไปประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม ทำให้ลดต้นทุนในการทำธุรกิจ สามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนด้านอื่นได้อีก

4. ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในการใช้บริการเว็บไซต์ออนไลน์ เนื่องจากคุณภาพของเว็บไซต์ที่ดีจะทำให้ถูกนำเสนออยู่ในลำดับบน ๆ เป็นประจำ

5. ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากมีลูกค้าที่สืบค้นหาร้านค้าออนไลน์ได้จากระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลก แม้เจ้าของธุรกิจออนไลน์จะไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือ

6. ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้แก่แบรนด์สินค้า โดยเฉพาะหากมีการจ้างนักพัฒนาเว็บไซต์ที่มีประสบการณ์ในการทำธีมนำเสนอที่สวยงามและดูเป็นมืออาชีพ

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO มีประโยชน์อย่างมากต่อการทำเว็บไซต์ออนไลน์ การให้ความสำคัญกับคุณภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยทีมงานพัฒนาเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ จะช่วยให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ดีขึ้น ทั้งด้านยอดขายและจำนวนลูกค้าประจำอย่างแน่นอน

ทำไมกูรูจึงแนะนำให้ทำ SEO ทุกเว็บไซต์

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 ควรมีอะไรโดดเด่น

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 ควรมีอะไรโดดเด่น

ในปี 2019 การตลาดออนไลน์เป็นช่วงขาขึ้น กำลังคึกคักทีเดียว การทำให้เว็บไซต์ SEO ของคุณเตะตาดึงดูดใจผู้ใช้จึงมีความสำคัญมาก นอกจากที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ SEO โดยพื้นฐานทั้งส่วน on-page และ off-page แล้วยังมีอะไรอีกที่ควรต้องใส่ใจในการปรับโฉม เว็บไซต์ของคุณ เรามาดูกัน

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 มีอะไรโดดเด่น

การทำ snippet

snippet เป็นวลีหรือข้อความสั้น ๆ หรือ code เล็ก ๆ ที่จะปรากฏอยู่ในหน้าต่างการสืบค้น เป็นการทำเพื่อให้ bot วิเคราะห์และแสดงผลได้อย่างรวดเร็วเป็นระเบียบมากขึ้น ทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้น

โดยองค์ประกอบของ snippet ที่นิยมทำในปัจจุบัน ได้แก่ การใส่ title Link ที่มี keyword สำคัญ ของ Content นั้นอยู่ และ ส่วน Description หรือเนื้อหาโดยภาพรวมที่มีความยาวเพียงแค่ 80 ถึง 100 คำ สำหรับ Content ประมาณ 1 หน้า A4 เป็นต้น

การสร้างเสียงของ Content

การทำ Content SEO ที่ผ่านมา เรามักจะเน้นเรื่องของเนื้อหาและคลิปประกอบที่เป็นภาพสวยงาม แต่ในปี 2019 คุณจะเห็น Content ที่ใส่เสียงหรือซาวเอฟเฟค sound effect ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น เพราะเป็นการส่งเสริมให้ผู้ใช้งานในเว็บไซต์เข้าถึงเนื้อหาหรืออินกับข้อมูลที่กำลังนำเสนอยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในต่างประเทศจะเห็นว่าจะมีการทำเพลงบรรเลงและเพลงประกอบที่มีเนื้อหาที่สร้างความจดจำ ติดหู ติดตลาดง่าย แม้แต่เว็บไซต์ขายภาพอย่าง shutterstock ก็ยังออกแบบสไตล์เพลงประกอบเพื่อสื่อสารกับผู้ใช้งานหน้าเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ใส่ใจใน user experience

UX หรือ user experience หมายถึงการเน้นสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ของคุณ ดังที่มีผู้รับจ้างทำ UX Design มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ

(1) ส่วนของ Content SEO

วิธีการนำเสนอเนื้อหาใน Content จะต้องเน้นที่ประโยชน์ของผู้อ่านให้รู้สึกว่าไม่เสียเวลาในการคลิกเข้ามาชมข้อมูล มีเนื้อหาที่อ่านง่าย ส่วนที่เกี่ยวกับกลไกหรือข้อมูลเชิงเทคนิคก็ลงรายละเอียดได้อย่างถูกต้อง

และหากมีการเชื่อมโยงลิ้งค์อ้างอิงทั้งสู่เว็บไซต์ภายนอกของต่างประเทศหรือหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ตัวเองที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านก็จะยิ่งสร้างคุณค่าให้กับ Content ยิ่งขึ้น

(2)ส่วนของ เทคนิคเชิงคอมพิวเตอร์

ส่วนนี้เป็นสิ่งที่นักโปรแกรมเมอร์สามารถให้คำแนะนำได้ดี เช่น การ สร้าง Cache ทำให้ใช้เวลาในการดาวน์โหลดดาต้าน้อยลง การปรับขนาดพิกเซลของรูปให้เหมาะสมกับหน้าจอมือถือ เพื่อสัมพันธ์กับการใช้งานจริงของนักท่องเว็บส่วนใหญ่ ก็จะทำให้เว็บไซต์ SEO ดาวน์โหลดได้เร็วยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ SEO โฉมใหม่ ปี 2019 ควรมีอะไร

จะเห็นได้ว่าการปรับโฉมเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 ต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ผลิตผลงานทั้ง Content และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขายและผู้ชม ปี 2019

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขายและผู้ชม ปี 2019

การเพิ่มยอดขายและจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือเพจของคุณเป็นยอดปรารถนาที่นักธุรกิจออนไลน์ล้วนต้องการ ซึ่งหนึ่งในเทคนิคที่จะทำให้ได้ในสิ่งนี้ คือการพัฒนาเว็บไซต์ของคุณในส่วนของ off-page SEO ให้มีความสมบูรณ์ และตอบโจทย์การทำงานขายออนไลน์ ในปี 2019 ให้มากที่สุด ดังนี้

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขาย

off-page SEO คืออะไร

เป็นการสร้างความเชื่อมโยงจากลิงค์เพจหรือเว็บไซต์ภายนอกมาสู่เว็บไซต์ของคุณเพื่อเพิ่มยอดผู้ชม สร้างโอกาสในการขายสินค้าและบริการ โดยมีการให้คุณค่าหรือให้เครดิตต่อกัน ส่งผลดีต่อเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีการให้สาระดี ๆ แก่ผู้อ่านอย่างสม่ำเสมอ

off-page SEO ที่ควรพัฒนาในปี 2019

แนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ในส่วนของ off-page SEO ให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขายและผู้ชมเว็บไซต์ของคุณอย่างสวยงาม ในปี 2019 ที่นิยมมีดังนี้

1. การทำ info graphic พร้อม code link

หลายครั้งที่การนำเสนอบทความในรูปแบบตัวอักษรให้ภาพไม่ชัดเจนเท่ากับการทำเป็นภาพ info graphic เช่น หากคุณอยากแนะนำให้ชาวต่างชาติรู้จักสีต่าง ๆ ในภาษาไทย ก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถ้าทำเป็น chart ภาพ และควรเพิ่มส่วนของลิงค์ที่ใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษตามที่คุณอาจเคยเห็นในบางเว็บไซต์มีคำว่า click to share this โดยต้องเริ่มจากการเข้าไปในเว็บไซต์ siegemedia ที่เป็นเว็บไซต์ในการสร้าง code ที่คุณสามารถใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ของแบรนด์คุณ และจะได้ link เป็นของ info graphic นั้นกลับมาใช้งาน เป็นการทำ off-page SEO ที่เห็นผลดีชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

2. การมีสัดส่วนน้ำหนักของเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณแบบ 7:2:1

คือ 7 ใน 10 เป็นส่วนของเนื้อหาที่คุณสร้างเอง ต้องมีประโยชน์ ให้สาระต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอยู่เสมอ อีก 2 ใน 10 คือ เนื้อหาที่คุณแชร์มาจากเว็บไซต์หรือเพจคนอื่น หรือแบรนด์อื่นที่เป็นที่นิยม และส่วนสุดท้าย คือ 1 ใน 10 เป็นส่วนที่คุณทำขึ้น เพื่อโปรโมตการขายสินค้าและบริการของบริษัทคุณโดยเฉพาะ

โดยบริษัทในไทยจะนิยมแชร์ลิงค์ หรือเนื้อหาจาก facebook Line และอินสตราแกรม มากกว่าแหล่งอื่น ฉะนั้นคุณต้องดูด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณ คือลูกค้าคนไทย หรือเป็นคนชาติใดบ้าง

การโปรโมตเว็บไซต์ของคุณผ่านการทำลิ้งค์เป็นสิ่งที่ช่วยกระจายผลงานคล้ายกับการบอกต่อ “ปากต่อปาก” ที่เราคุ้นเคยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการนำเสนอบนโลกออนไลน์ที่มีคนชมและคลิกอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ที่ให้สาระโดนใจ

การพัฒนา off-page SEO เพื่อเพิ่มยอดขายและผู้ชม

ซึ่งใน ปี 2019 ก็ไม่ควรมองข้ามกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลสำคัญอย่าง influencer คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังโปรโมต off-page SEO ให้คุณได้อย่างมากด้วย

SEO กับการตลาดแบบ 4C ในปี 2019

SEO กับการตลาดแบบ 4C ในปี 2019

การทำ SEO เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับการทำเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าทางออนไลน์ ซึ่งในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทางออนไลน์ มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ลดส่วนของการเชื่อมโยงลิงค์ที่คุณภาพต่ำและตัดคอนเทนต์ที่ไม่สอดคล้องกับระบบสืบค้นออกไป

SEO กับการตลาด ในปี 2019

หันมาเน้นที่การปรับโครงสร้างของเว็บไซต์ หรือส่วน Off-page และเนื้อหาให้เข้ากับอัลกอริทึ่มของ search engine อย่างยาฮู กูเกิ้ล ที่มีระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ อย่าง PANDA RANKBRAIN มาทำหน้าที่ตรวจจับหรือเทียบได้กับฝ่าย Quality Assurance นั่นเอง

ในปี 2019 นักพัฒนาเว็บไซต์และนักธุรกิจยุคใหม่ ยังต้องให้ความทวีคูณกับหลักการ 4C ที่ประกอบด้วย customer cost convenience และ communication ให้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

ในส่วนของ customer หรือลูกค้า ต้องวิจัยความต้องการและเทรนด์ของสังคมให้ฉับไวและเฉียบแหลมยิ่งขึ้น เพิ่มการบริหารส่วนของ CRM หรือCustomer Relation Management ให้มีความเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประทับใจผู้บริโภคยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในงานที่นำเสนอลูกค้าที่มีความต้องการผลงานที่เป็นอัตลักษณ์และโดดเด่น หรือ Unique อย่างสูง แน่นอนว่าลูกค้ามีความคาดหวังที่จะเห็นจาก content SEO ผ่านทางสื่อออนไลน์ในปี 2019 ด้วย

ในส่วนของ Cost นั้นจำเป็นที่ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ต้องลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบริหาร เช่น การจัดการคลังสินค้าด้วยระบบโลจิสติกส์และการมีพันธมิตรทางการค้า เพื่อเพิ่ม scale หรืออำนาจต่อรองทางธุรกิจ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปในส่วนหนึ่ง

ส่วนการจ้างทำการตลาดผ่านระบบ SEO ก็ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอยู่ เมื่อเทียบกับเม็ดเงินการลงทุนที่ต้องเสียไปกับการทำโฆษณาผ่าน platform ของยาฮู เฟสบุ้ค ยิ่งในธุรกิจขนาดเล็กหรือนักธุรกิจมือใหม่ การทำ SEO อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญและมีนัยต่อยอดขายและฐานลูกค้าในระยะยาวมากกว่าด้วย

ในด้านของความสะดวกในช่องทางการซื้อขายหรือ convenience นั้น ต้องเพิ่มการลงทุนในการสร้างแอพพลิเคชั่นออนไลน์ที่ตอบโจทย์การสืบค้นผ่านมือถือ smartphone อันเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่มักใช้เวลาคลิกหาหรือสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่มากกว่าการใช้ laptop หรือคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ การทำ SEO จึงต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบการนำเสนอที่ไม่ผิดเพี้ยน มีความง่าย และฉับไวในการใช้งาน และมี error ต่ำเมื่อมี traffic การใช้งานสูงพร้อม ๆ กัน

และในส่วนสุดท้าย คือ communication หรือการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ในปี 2019 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ต้องสร้างสารเพื่อการรับรู้และใกล้ชิดกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้นแบบตัวต่อตัวหรือ person-to-person เนื่องจากลูกค้าต้องการสินค้าและบริการที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นบุคคลพิเศษและตอบโจทย์ตามไลฟ์สไตล์ของบุคคล

SEO กับการตลาดแบบ 4C

ดังนั้นแคมเปญ หรือแนวทางโปรโมชั่นของธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดใจลูกค้าเฉพาะกลุ่มจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับแนวทางการทำ SEO กับการตลาดกลยุทธ์ 4C เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ทำธุรกิจและนักพัฒนาเว็บไซต์ในการปรับตัวอย่างมีทิศทางสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในปี 2019 มากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับ 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO ให้สำเร็จ

เคล็ดลับ 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO ให้สำเร็จ

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน จำเป็นต้องทำระบบ SEO เพื่อยกอันดับในการสืบค้นและเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้น เราจึงขอนำเสนอเคล็ดลับ 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO เพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

1. ไม่ขาดคีย์เวิร์ดที่ผ่านการคิดมาแล้ว การคิดที่ว่านี้ไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็นการวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจเรานิยมสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหรือวลีสั้น ๆ อะไรบ้าง เพื่อที่จะนำมาเลือกใส่ในบทความ SEO ในหน้าเพจอย่างเหมาะสม

2. ไม่ใส่คีย์เวิร์ดเกิน 3-5 ครั้งในแต่ละบทความ เพื่อให้โปรแกรมตรวจจับคุณภาพงาน SEO ของ search engine อย่างระบบแพนด้า PANDA แปลความหมายว่าเป็นบทความสแปมหรือเพจขยะ ที่ทำให้เสียอันดับในการสืบค้นลงไปรั้งท้าย

3. ไม่ละเลยงานโครงสร้างเว็บไซต์ SEOเพราะต้องปรับทั้งส่วน ON-page และ OFF-page ให้เหมาะสมตามเกณฑ์ของ search engine ด้วย เพื่อให้ตรวจผ่านและถูกจัดอันดับได้สูงขึ้น

4. ไม่มุ่งแต่ทำเว็บไซต์ SEO เพื่อตอบโจทย์การใช้งานคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ notebook ควรปรับให้เหมาะกับการใช้งานเคลื่อนที่อย่างมือถือ smartphone tablet และ iPad ด้วย

เคล็ดลับ ทำ SEO ให้สำเร็จ

5. ไม่หยุดเดินหน้าหรือละเลยการพัฒนาคุณภาพงาน ควรพยายามหาประเด็นที่อยู่ในความสนใจของกลุ่มเป้าหมายตามหน้าสังคมออนไลน์และคอมเม้นต์ต่าง ๆ รวมถึงการรีวิวสินค้า การถามตอบข้อสงสัยที่น่าสนใจตามหน้าสื่อ เช่น ข่าวเพิ่มการจัดเก็บภาษีอาหารเค็ม หากเราทำเว็บไซต์ SEO ด้านสุขภาพ ก็ควรเร่งสร้างบทความที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อจูงใจการเข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้น

6. ไม่เน้นความประหยัดโดยละเลยคุณภาพงาน การออกแบบเว็บไซต์ SEO การเขียนบทความ SEO และงานองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น มัลติมีเดีย ล้วนมีต้นทุนทางความคิด ไอเดีย ฝืมือและประสบการณ์ เจ้าของเว็บไซต์จึงควรพิจารณาถึงคุณภาพของงานที่ตอบโจทย์แนวคิดธุรกิจมากที่สุด ไม่ควรมองด้านราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียว

7. ไม่หยุดนิ่งชะงัก การทำเว็บไซต์ SEO ต้องเน้นความต่อเนื่องในการอัพโหลดข้อมูลใหม่ ๆ ลงในระบบ search engine เพื่อให้อัลกอริทึ่มประมวลผลได้ในลักษณะ real-time ดังนั้น การหยุดนิ่งทำเพียง 1-2 เดือนแล้วหยุด จะไม่สามารถหวังผลการเพิ่มอันดับสืบค้นเว็บไซต์ได้

8. ไม่ปล่อยให้ SEO เป็นเรื่องของพนักงานหรือบริษัทที่ว่าจ้างฝ่ายเดียว นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จล้วนไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ เพื่อทำความเข้าใจและมองเห็นข้อดี ข้อด้อยและร่วมแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ทั้งยังสามารถสร้างกำลังใจให้กับทีมงาน ให้มุ่งมั่นพัฒนาเว็บไซต์ไปในแนวทางเดียวกันด้วย

ทำ SEO ให้สำเร็จ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ เคล็ดลับทั้ง 8 “ไม่” สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านในการนำไปปรับประยุกต์กับการทำธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตต่อไป

เทคนิคการเลือกคีย์เวิร์ดทำ SEO ให้น่าสนใจ

วิธีใช้เบื้องต้นคือวางในตำแหน่งสำคัญ

หลักการทำตลาดออนไลน์ด้วย SEO เน้นความสำคัญในเรื่องการเลือกคีย์เวิร์ดอย่างถูกต้องและแทรกกระจายไปในเนื้ออย่างเหมาะสมทั้งจำนวนและตำแหน่งที่วาง เพื่อให้อ่านคอนเทนต์ได้เข้าใจและมีความราบรื่นไม่สะดุด เป็นที่เข้าใจว่าบทความที่เขียนเพื่อโพสต์ลงเว็บไซต์ต้องมีคีย์เวิร์ดเพื่อเชื่อมโยงกับการค้นหาของลูกค้า โดยคีย์เวิร์ดแบ่งออกได้หลายระดับ หากเป็นคำสั้น ๆ จะเป็นคีย์เวิร์ดที่เข้าถึงเป้าหมายในวงกว้าง ข้อดีคือปรากฏในสายตาคนจำนวนมากที่สนใจเข้าชมเว็บ แต่ข้อเสียก็มีคือคู่แข่งจำนวนมาก มีแต่แบรนด์ดังเท่านั้นที่มีโอกาสแทรกขึ้นมาอยู่ในหน้าแรก ๆ เว้นแต่เราจะทุ่มทุนซื้อโฆษณาจากเว็บ Google ส่วนคีย์เวิร์ดที่เป็นวลีจะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายตัวจริงมากกว่า การเลือกวจีจะต้องใช้คำที่กระชับ ไม่เฉพาะเจาะจงลึกมากเกินไปจนไม่มีใครเลือกใช้คำนั้นค้นหาบ่อยนัก

การใส่คีย์เวิร์ดในคอนเทนต์เน้นกระจายไปให้ทั่วบทความ ต้องเลือกคีย์เวิร์ดก่อน วางโครงเรื่องจะเขียนและนำคีย์เวิร์ดไปใส่ไว้ตามตำแหน่งต่าง ๆ นักเขียนบางคนถนัดเล่าเรื่องก่อน แล้วค่อยมาคิดว่าจะใช้คีย์เวิร์ดคำใดเพื่อให้ลูกค้าค้นหาเจอบทความและเว็บไซต์ บางกรณีการมาเติมคีย์เวิร์ดทีหลังทำให้เนื้อหาที่เขียนเกิดการสะดุด อ่านไม่ราบรื่นเท่าที่ควร แต่ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคนไป

ยกตัวอย่าง การเลือกคีย์เวิร์ด จะเน้นสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ได้แก่ “เครื่องเรือน” หรือถ้าเป็นวลีจะใช้ “เครื่องเรือน หวาย” และคำอธิบายรองคือ “หวาย วิธีดูแล” เป็นต้น โดยคิดว่าผู้ที่เข้ามาอ่านเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์หวายต้องการรู้เรื่องอะไรบ้าง จึงเพิ่มคีย์เวิร์ดรองลงไป หาคำที่ใกล้เคียงกัน ทำให้บทความน่าสนใจและมีประโยชน์มากขึ้น การใส่คีย์เวิร์ดอย่างเหมาะสมถือเป็นศิลปะของการเขียนเนื้อหาบทความ เพราะถ้าใส่น้อยไปก็อาจไม่เกิดประโยชน์ หรือใส่มากเกินไปอาจกลายเป็นผลเสีย ถูกจับว่าเป็นสแปมทำให้เกิดปัญหากับ Google ในภายหลัง

วิธีใช้เบื้องต้นคือวางในตำแหน่งสำคัญ 5 ตำแหน่งในบทความ ดังนี้

ชื่อบทความ (Title)

URL ชื่อลิงก์ของบทความ

คำบรรยายบทความ (Description)

หัวข้อบทความ (Headings)

ชื่อภาพ

เทคนิคการเลือกคีย์เวิร์ดทำ SEO ให้น่าสนใจ

การใส่คีย์เวิร์ดในเนื้อหาในชื่อเรื่องไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่ากับการใส่คีย์เวิร์ดใน URL เพราะชื่อลิงก์ของบทความที่เป็นภาษาไทยไม่สวยและอาจเกิดปัญหาได้ ส่วนคีย์เวิร์ดในคำบรรยายบทความมักจะใส่ในย่อหน้าแรกเสมอ เน้นงานเขียนที่เป็นธรรมชาติ อ่านง่าย ภาษาสละสลวยและไม่มีคำผิด เหตุผลที่ควรวางแผนว่าจะใส่ตรงไหนในบทความเพื่อไม่ให้จำนวนคีย์เวิร์ดมากเกินไปจนทำให้ Google จับสังเกตว่าเป็นการทำสแปม ควรกระจายตัวไปทั่วบทความมากกว่า ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญ การเขียนคอนเทนต์เพื่อ ทำ SEO ต้องใช้เนื้อหาที่ใหม่และมีเอกลักษณ์ ทำให้ผู้อ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ ไม่ได้ลอกเลียนใครมา ความพอใจของผู้อ่านที่เข้ามาใช้เว็บอย่างต่อเนื่องเป็นข้อสำคัญที่ Google จะจัดอับดับให้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ

แนะนำการทำ SEO สำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจที่มีทุนจำกัด

โปรโมทด้วยการทำ seo

เจ้าของธุรกิจสตาร์ทอัพมักจะมีความกังวลหลายด้าน ทั้งการแข่งขันในตัวสินค้า แรงกดดันจากคู่แข่ง ตลอดจนข้อจำกัดต่างๆ ทำให้อยากลงทุนเต็มร้อย แต่งบประมาณที่มีอยู่น้อยจึงทำได้ไม่เต็มที่ การจ่ายค่าโฆษณาใช้เงินก้อนใหญ่แต่ไม่ได้ลูกค้าเข้ามามากขึ้นอย่างที่คาดหวัง ยังมองทางออกไม่เห็นว่าจะทำอย่างไรถึงจะใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์มากที่สุด การทำ SEO เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วย โปรโมทเว็บไซต์ ให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก เนื่องจากการแสดงผลในหน้าแรกทำให้ผู้ค้นหาเข้ามาเจอสินค้ารวดเร็ว มีโอกาสปิดการขายก่อนจะไปเจอคู่แข่งที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่จะทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ ไม่ให้เสียเวลาการทำธุรกิจและพัฒนาปรับปรุงด้านอื่นๆ มาดูวิธีการกัน

การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ

1.รู้จักความต้องการของลูกค้า

การทำตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการ ต้องมีการศึกษาพฤติกรรมลูกค้าอยู่แล้ว เพื่อให้รู้ว่าลูกค้ามีความต้องการอย่างไร ทั้งภาพรวมและความสนใจอย่างเฉพาะเจาะจง เมื่อรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาเป็นพื้นฐานในการเขียนบทความสร้างคอนเทนต์ให้เหมาะสมและถูกใจ นอกจากเข้าถึงลูกค้าบนโลกออนไลน์ได้แล้ว ยังเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์และโน้มน้าวให้ลูกค้ามีความต้องการซื้อมากขึ้นด้วย

2.เนื้อหาและการนำเสนอดึงดูดใจ

ที่จริงแล้วการทำ SEO ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดในบทความไม่ได้มีเคล็ดลับหรือยุ่งยากอะไร เพียงสร้างเนื้อหาที่ดี น่าสนใจ ภาษาน่าอ่าน และมีหลากหลายเรื่องราว ไม่ซ้ำซากน่าเบื่อ ที่สำคัญคือเนื้อหามีความเกี่ยวข้องกับสินค้า พร้อมทั้งแทรกคีย์เวิร์ดเข้าไปอย่างแนบเนียนเพื่อเชื่อมโยงกับคำค้นหาในกูเกิ้ลช่วยให้การค้นหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้ก็สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อให้ผู้คนสนใจสินค้าของคุณมากยิ่งขึ้น บทความที่สร้างความประทับใจทำให้คนติดตามอ่านและแชร์กันออกไป ส่งผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็กให้ได้แจ้งเกิดในโลกออนไลน์โดยไม่ต้องทุ่มงบประมาณการโฆษณากับสื่อต่างๆ ที่มีราคาแพง

3.เลือกคีย์เวิร์ดที่หาง่าย

การเลือกคีย์เวิร์ดเป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่ง ต้องรู้จักคำหลักและคำรองที่ช่วยในการเข้าถึงเป้าหมายหลายระดับ เช่น “เสื้อผ้ากีฬา” “เสื้อผ้ากีฬา สำหรับผู้ชาย” “เสื้อผ้ากีฬา สำหรับผู้ชาย ลดราคา” ทั้งสามคำเป็นคีย์เวิร์ดที่ให้การแสดงผลแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยคำว่า เสื้อผ้ากีฬา เป็นคำที่ใช้ในวงกว้าง เมื่อเพิ่มเรื่องลดราคา จะจำกัดวงแคบเข้ามา แสดงว่าผู้ซื้อสินค้าไม่จำเป็นต้องได้ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่ล่าสุด โดยมีปัจจัยเรื่องราคาประหยัดเข้ามาเสริม ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงมากขึ้น

4.การเชื่อมโยงลิงก์

ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงลิงก์จากเว็บไซต์หรือหรือการเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก , ไลน์และอินสตาแกรม มีส่วนช่วยสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ทำให้เว็บไซต์ปรากฏในสายตาผู้คนมากขึ้น เกิดผลดีโดยเฉพาะธุรกิจที่มีงบประมาณจำกัด หากยอดวิวสินค้ามากและเกิดการแชร์ จะช่วยเพิ่มยอดการเข้าถึงได้มาก และแนะนำสินค้าได้ง่ายเพราะเป็นการแนะนำจากคนรู้จักบอกต่อกันมา สร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้นอีกระดับ นับเป็นเทคนิคดีๆ เหมาะกับผู้เริ่มต้นธุรกิจทุกราย

แนะนำการทำ SEO