ก้าวแห่งอนาคตของการทำ SEO

ก้าวแห่งอนาคตของการทำ SEO

ในปัจจุบัน SEO ยังคงมีความสำคัญต่อการค้นหาเว็บไซต์บน Google แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในโลกดิจิทัลที่กลายมาเป็นเทคโนโลยีสำคัญในชีวิตประจำวัน การศึกษาแนวโน้มของ SEO จะช่วยให้การออกแบบ และพัฒนาการทำเว็บไซต์ต่อไปในอนาคต โดยมีเป้าหมายสําคัญคือปัจจัยการจัดอันดับของ Google หรือ SERP (Search Engine Ranking Pages) นั่นเอง

SEO trend ที่น่าสนใจในปี 2022

  1. Voice Search หรือ การค้นหาด้วยเสียงที่จะได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับเทคโนโลยีหรือ AI มาช่วยให้การรับเสียงมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการใช้งานใน Google Assistant, Siri ของ iOS และ Alexa ของ Amazon จึงมีแนวโน้มที่จะมีผู้ใช้งาน Voice Search เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวทางด้าน SEO การค้นหาผ่านเสียง ผู้ใช้มักค้นหาด้วย keyword ที่มีความยาวมากกว่าการพิมพ์ข้อความ และมีภาษาเป็นทางการน้อยกว่า ดังนั้น focused keyword ที่เหมาะสม จึงเป็นคีย์ประเภท long-tail keyword และเน้นไปที่ประโยคคำถาม เพื่อตอบโจทย์การค้นหาของผู้ใช้งานแทนด้วย
  2. Videos in Content เป็นคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เห็นได้จาก Video Platform ที่มีผูใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง TikTok และ YouTube หลายเว็บไซต์จึงมีการแนบวิดีโอในเนื้อหา SEO ด้วย การรับมือเพื่อทำ SEO การเขียนคอนเทนต์ โดยแนบวิดีโอจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับเนื้อหา และเพิ่มโอกาสให้ Average Time on Page นานมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการเพิ่ม SEO score ให้ดียิ่งขึ้น
  3. Mobile Responsiveness หน้าเว็บไซต์ควรเพิ่มการปรับให้ใช้งานได้ในทุก ๆ อุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้ง แล็ปท็อป แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นการปรับให้เว็บไซต์มีลักษณะเป็น mobile friendly จึงเป็นสิ่งสำคัญ การรับมือในเชิง SEO คือการพัฒนาในส่วนของ User Experience หรือปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะกับหน้าจอของแต่ละอุปกรณ์ ควรเลือกใช้ฟ้อนต์ที่อ่านง่าย และการทำปุ่มคลิกที่มีขนาดพอเหมาะ ไม่ติดกันจนเกินไป
  4. E-A-T Principle เพราะ Google ให้ความสำคัญกับการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ซึ่ง E-A-T คือหลักการของ Google ที่ช่วยให้ web master เข้าถึงการมีคอนเทนต์ที่มีคุณภาพได้ดีมากขึ้น E-A-T คือ Expertise, Authoritativeness and Trustworthiness หรือการผลิตคอนเทนต์ที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหา มีลักษณะของความเป็นเจ้าของเนื้อหา และมีความน่าเชื่อถือนั่นเอง การรับมือในเชิง SEO การเขียนคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ สิ่งสำคัญ คือการเขียนคอนเทนต์ให้ผู้ใช้งานได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่แค่การทำ keyword stuffing หรือการใส่ keyword ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ Google bot จับได้เท่านั้น และไม่ควรคัดลอกคอนเทนต์จากเว็บไซต์อื่น ๆ มาใช้ด้วย เนื่องจาก Google จะรู้ได้ทันทีว่าเป็น duplicate content และส่งผลเสียต่อเว็บไซต์ในระยะยาวได้
  5. Featured Snippet เป็น Feature หนึ่งจาก Google ในลักษณะของกล่องคำตอบ เมื่อมีการค้นหาด้วย keyword phrase บางประเภท เช่นค้นหาด้วยคำถาม วิธีการ หรือขั้นตอน เป็นต้น Featured Snippet จะทำให้ผู้ค้นหาสามารถหาคำตอบได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง และยังทำให้เว็บไซต์ได้รับการยอมรับจาก Google มาขึ้นว่าเนื้อหาของเว็บไซต์นั้น มีความน่าเชื่อถือ การรับมือในเชิง SEO การเขียนคอนเทนต์เพื่อเพิ่มโอกาสด้วย Featured Snippet นั้น นอกจากเน้นการใส่ keyword ประเภท long-tail keyword แล้ว ยังใช้ keyword ประเภทคำถาม วิธีการ และขั้นตอนได้อีกด้วย และควรมีโครงสร้างของเนื้อหาที่ดี เช่น การติด heading tag แบ่งหัวข้อเป็นย่อหน้าต่าง ๆ (H1 – H6) เพื่อบอกให้ Google รู้ถึงหัวข้อหลัก และหัวข้อย่อยในคอนเทนต์ การเรียงลำดับต่าง ๆ ในเนื้อหาก็มีความสำคัญ

การเข้าใจใน Trend ของ SEO ล่วงหน้าจะช่วยให้ทราบวิธี หรือรูปแบบของ SEO ที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้าไปดูตามเว็บไซต์นั้น ๆ ได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลดีต่อเว็บไซต์มากขึ้น

ข้อเสียจากการไม่ทำ SEO ให้เว็บไซต์มีอะไรบ้าง

ข้อเสียจากการไม่ทำ SEO ให้เว็บไซต์มีอะไรบ้าง

ขึ้นชื่อว่าการทำ SEO หรือการตลาดออนไลน์แล้ว เป็นที่รู้กันว่าให้ข้อดีหลากหลายอย่าง เนื่องจากเป็นหลักการที่ Google แนะนำเอาไว้และมีคนจำนวนมากที่ทำตามเทคนิคนี้ได้แล้วผลดี แต่หากคุณไม่อยากทำ SEO อย่างคนอื่นแล้วจะได้รับผลเสียอะไรบ้าง มาดูกันเลย

1.ใช้เวลานานกว่าจะขึ้นอันดับ
การแสดงผลของ Google จะลำดับตามคุณภาพของคะแนนวิเคราะห์ SEO ด้วยอัลกอริทึมเฉพาะตัว เมื่อมีการสืบค้นข้อมูลด้วย keyword หนึ่ง ๆ ระบบจะนำเสนอจากเว็บไซต์ที่ได้อันดับ SEO สูงไล่ลงมาต่ำในหน้าถัด ๆ ไป หากคุณไม่ทำ SEO นั่นย่อมหมายความว่าคุณแทบไม่มีโอกาสได้คะแนนอันดับต้น ๆ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนได้รู้จักเว็บไซต์ของคุณ

2.ใช้เวลานานกว่าจะสร้างแบรนด์ได้
เมื่อแบรนด์ชั้นนำมากมายใช้ระยะเวลาในการสั่งสมข้อมูลด้าน SEO มานาน ร่วมกับการยิงโฆษณาให้เป็นที่รู้จักมาหลายปี หากคุณไม่ทำ SEO ทั้งที่ขายสินค้าและบริการแบบเดียวกันก็เท่ากับคุณเป็นเพียงมดตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งที่แทบไม่มีโอกาสสร้างแบรนด์ไปเทียบรัศมีกับแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ เหล่านั้นได้เลย

3.ต้องมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณามาก
เรื่องต้นทุนในการทำธุรกิจสำคัญต่อการอยู่รอดเสมอ หากคุณไม่ทำ SEO ทั้งที่เป็นสิ่งที่ทำได้ฟรี ๆ ย่อมหมายถึงการต้องยอมจ่ายค่าโฆษณาหรือทำ SEM (search engine marketing) แทน ซึ่งแม้จะมีข้อดี คือ เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว สามารถกระตุ้นยอดขายได้จริง แต่ข้อเสียก็คือหากเป็นช่วงเทศกาลที่มีคู่แข่งมากก็จะเสียค่าประมูลมากตามไปด้วยและผลของการโฆษณาอาจจะอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น

4.ขาดรายได้ทั้งที่มีโอกาส
การขายของออนไลน์นั้นมีคู่แข่งอยู่เสมอ หากทำ SEO ให้แก่เว็บไซต์ตัวเอง คุณย่อมจะมีโอกาสได้ลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงทั้งสัปดาห์ เพราะผู้คนจะสามารถเข้าถึงเว็บไซต์คุณได้ง่ายกว่า แต่เมื่อคุณมองข้ามไม่ทำ SEO ก็เท่ากับเป็นการตัดโอกาสตัวเองที่จะได้พบปะกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้น้อยลงไป โอกาสในการขายสินค้าก็น้อยลงไปด้วย

5.ขาดความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าธุรกิจ
เนื่องจาก SEO เป็นตัวที่บ่งบอกถึงคุณภาพของเว็บไซต์คุณแบบง่าย ๆ หากคุณกำลังจะประสานความร่วมมือกับธุรกิจบริษัทอื่น ๆ เขาอาจจะขอดูข้อมูลด้าน SEO ของบริษัทคุณ และแน่นอนว่าหากคุณได้คะแนน SEO ไม่ดี โอกาสที่จะได้รับความเชื่อถือจากบริษัทคู่ค้าหรือพันธมิตรทางการค้าก็จะน้อยลงตามไปด้วย และอาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจในการร่วมมือทางการค้าต่อกันก็ได้

จะเห็นได้ว่าการไม่ทำ SEO นั้น คุณจะได้รับข้อเสียหรือว่าพลาดโอกาสดี ๆ ไปหลายอย่าง แม้ว่าจะไม่มีใครบังคับให้คุณทำ SEO แต่ถ้าพิจารณาทั้งด้านข้อดีและข้อเสียแล้ว คุณเห็นว่าน่าจะเสียประโยชน์มากกว่า ก็ควรตัดสินใจทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของคุณเสียเดี๋ยวนี้ เพื่อให้ไล่ตามคู่แข่งได้ทันในโลกยุคออนไลน์

SEO ฉบับมือใหม่เข้าใจอย่างรวดเร็ว 2022

SEO ฉบับมือใหม่เข้าใจอย่างรวดเร็ว 2022

ต้องยอมรับว่าธุรกิจยุคใหม่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และยิ่งหลายปีที่ผ่านมานี้ ผู้คนทั่วโลกก็จำเป็นต้องหันมาซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น จนทำให้การตลาดแบบ SEO หรือ search engine optimization เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม แม้ว่า SEO จะเป็นเทคนิคที่นิยมอย่างมาก แต่คนที่เป็นมือใหม่เพิ่งเข้าสู่วงการการตลาดออนไลน์ อาจยังมองไม่เห็นภาพที่ชัดเจน เราจึงรวบรวมประเด็นที่ควรรู้มาฝากกันในบทความนี้

1. SEO คุ้มค่าไหม

SEO เป็นการตลาดแบบไม่เสียเงินในยุค covid ระบาด ที่ใคร ๆ ก็สนใจ เพราะล้วนต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด หากทำธุรกิจออนไลน์ก็ไม่อยากเสียค่าโฆษณาหากรายได้ยังไม่แน่นอนว่าจะคุ้มหรือไม่ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เราเสนอว่าให้ศึกษาการทำ SEO แบบฟรี ๆ จากกูรูมากมายที่มาสอนใน Google และ YouTube ทำให้ประหยัดค่าโฆษณาหรือที่เรียกว่าค่ายิงแอดได้เดือนละหลายหมื่นบาท

2. บทความ SEO ที่ดีคืออะไร

คือ บทความที่มีการวิเคราะห์ keyword และกลุ่มผู้อ่านมาเป็นอย่างดี ว่าชอบอ่านบทความแบบไหน มีเนื้อหาเป็นเช่นไร ที่สำคัญคือต้องใส่ keyword กระจายตัวในส่วนต่าง ๆ ของบทความอย่างเป็นระบบ ไม่ให้กระจุกตัวเพราะจะถูกระบบ algorithm ของ Google พิจารณาว่าเป็นบทความขยะคุณภาพต่ำ จนทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกลดอันดับลงไปอยู่ด้านล่างในหน้าการสืบค้นของ Google search ได้

3. Backlink SEO สำคัญไหม

คำนี้หมายถึงการสร้างพันธมิตรเชื่อมโยงต่อกันระหว่างเว็บไซต์ของเราเองกับเว็บไซต์ของเพื่อนบ้าน ที่จะส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาในหน้าเพจต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน หากคุณได้ศึกษาข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงใดก็ควรนำเว็บไซต์เหล่านั้นมาทำ Link เชื่อมต่อกับเว็บไซต์ของตัวเองด้วย ก็เข้าข่ายการทำ Backlink ได้เช่นกัน 

4. SEO ลอกข้อมูลได้ไหม

หลายคนคิดว่า การทำบทความเร็ว ๆ ด้วยการคัดลอกจากที่อื่นมาแปะในเว็บไซต์ตัวเอง จะไม่ถูกจับได้ แต่ที่จริงแล้ว ระบบของกูเกิ้ลมีการตรวจสอบอยู่สม่ำเสมอ หากพบว่าเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เจ้าของผลงานไม่ว่าจะเป็นภาษาใด ย่อมส่งผลให้เว็บไซต์ที่ไปคัดลอกมาถูกแบนได้ 

5. SEO ต้องทำนานและต่อเนื่องแค่ไหน

ทุกขั้นตอนของการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมด้านข้อมูลที่มีคุณภาพและเพิ่มการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3-6 เดือนเพื่อให้อันดับการสืบค้นของเว็บไซต์อยู่ด้านบนสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ ต้องหมั่นนำเสนอเนื้อหาข่าวสารที่สดใหม่ไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีความแตกต่างจากที่อื่นให้มากที่สุด

คนที่อยากทำเว็บไซต์ออนไลน์ทุกคนล้วนต้องการให้ธุรกิจเติบโตได้เป็นอย่างดี การศึกษา SEO นับเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็น อันจะทำให้ธุรกิจเติบโตรุดหน้าได้ ทั้งยังแข่งขันกับคู่แข่งทางการตลาดออนไลน์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ ๆ ทุกวันจำนวนมากได้ด้วย

“SEO สายขาว” & “SEO สายเทา” & “SEO สายดำ” ต่างกันอย่างไรมาดูกัน

SEO สายขาว, สายเทา, สายดำ

ใครที่มีพื้นฐานด้านการตลาดออนไลน์ คงจะเคยได้ยินคำว่า SEO สายขาว, SEO สายเทา และ SEO สายดำกันมาบ้าง มาดูกันเลยว่าการทำ SEO ในแต่ละแบบนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือก ทำ SEO แบบไหนในยุคสมัยนี้

1. “SEO สายขาว” คือการทำ SEO ทำอยู่ภายใต้ กฎ กติกาของ Google ทุกประการทั้งปวงหรือที่เรียกกันว่า Google Guideline นั่นเอง อาทิเช่น ห้าม copy เนื้อหาของเว็บอื่นมาลงซ้ำในเว็บเรา, ห้ามใช้โปรแกรมเขียนบทความจนอ่านไม่รู้เรื่อง, ห้ามสร้าง Backlink แบบผิดธรรมชาติหรือไม่ทำให้มากจนเกินไป ไม่งั้นอาจจะเป็นสแปมได้ เป็นต้น ซึ่งการทำ SEO สายขาวนี้จะเน้นไปที่ “คุณภาพ” ของเว็บโดยตรง อย่างเช่น สร้างเนื้อหาในเว็บที่มีคุณภาพ รองรับการทำงานทั้ง Google bot และ User Friendly, การ Optimize Coding ซึ่งจะทำให้ Google bot อ่านเว็บของเราได้ง่ายขึ้น, การสร้าง Backlink ที่มีคุณภาพ โดยการกระจายเนื้อหาไปบนเว็บที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือสูง (High Domain Authority) ซึ่งจะช่วยทำให้ Ranking เว็บของเราดีขึ้นและปลอดภัยจากการถูกแบน และสุดท้ายการเขียนบทความด้วย SEO Article ซึ่งทำจะให้เว็บของเรามีเนื้อหาที่น่าสนใจมากขึ้นและการเขียนบทความ SEO ยังช่วยเพิ่ม Organic traffic ให้กับเว็บอีกด้วย

2. “SEO สายเทา” คือการทำ SEO ในอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถทำ SEO ในรูปแบบสายขาวได้ เช่น เว็บผิดกฎหมาย, เว็บพนันออนไลน์, เว็บแทงบอลออนไลน์ , เว็บวิเคราะห์บอล, เว็บให้ทีเด็ดบอลเต็ง บอลสเต็ป, เว็บดูบอลออนไลน์ หรือเว็บที่ขายสินค้าผิดกฎหมาย เป็นต้น เนื่องจากเว็บไซต์เหล่านี้ไม่สามารถสร้าง Backlink บนหน้าเว็บทั่วไปได้ จึงต้องใช้เทคนิคอื่นๆเข้ามาทดแทนในการทำ Backlink อย่างเช่น การสร้าง PBN, การ SPAM เนื้อหา, การ Redirect, รวมไปถึงการ Hack เว็บไซต์อื่นๆ มาทำ Backlink เป็นของเว็บตัวเอง โดยการทำ SEO สายเทา อาจหลบเลี่ยง Google Algorithm ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าหาก Google มีการปรับปรุง Algorithm ก็อาจจะทำให้เว็บไซต์ของเรา อันดับลดลงจาก Organic Traffic หรือแย่สุดก็ถึงขั้นถูกแบน

3. “SEO สายดำ” คือการทำ SEO ที่จะหาช่องทาง “โกง” Google อย่างเต็มรูปแบบ อาทิเช่น การใช้โปรแกรมสร้าง Backlink เป็นจำนวนมาก, การ Copy เนื้อหา หรือการสร้างเนื้อหาโดยใช้โปรแกรม เป็นต้น โดย SEO สายดำนั้นจะเห็นผลได้ในระยะเวลาสั้น แต่สุดท้ายแล้วเว็บไซต์นั้นก็จะโดน Google แบนไม่ช้าก็เร็ว เนื่องจาก Google ได้สร้าง Algorithm ออกมามากมายหลายด้าน เพื่อป้องกัน Blackhat SEO และต้องการให้ User ได้เข้าถึงเนื้อหาที่ดีที่สุด

นี่ถือว่าเป็นการอธิบาย 3 สายของ SEO โดยย่อในแบบที่เข้าใจ โดยแต่ะสายนั้นขึ้นอยู่ที่ความถนัดของเราเอง ว่าชอบสไตล์ไหน สามารถต่อยอดในรูปแบบที่เป็นอยู่ได้มากน้อยแค่ขนาดไหน ซึ่งแต่ละสายจะมีมูลค่าและผลตอบแทนแตกต่างกันไปหากแสดงผลอยู่บนหน้า Google

กลยุทธ์การทำ SEO บน Google ให้ประสบความสำเร็จ

กลยุทธ์การทำ SEO บน Google ให้ประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันการประกอบธุรกิจการค้ามีอัตราการแข่งขันสูง การมีหน้าร้านอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลกอยู่ในเวลานี้ จึงทำให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป เพื่อเป็นการเพิ่มฐานลูกค้า ผู้ประกอบการอาจต้องหันมาปรับกลยุทธ์การตลาดให้มาอยู่บนออนไลน์มากขึ้น

การทำ SEO ก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการหลายรายนำมาใช้จนประสบความสำเร็จสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยจะมีวิธีการวางกลยุทธ์อย่างไรนั้น วันนี้เรามาศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน

1.ความคุ้มค่าต้องมาก่อน
การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ สำหรับมือใหม่ถ้าจะทำเองอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ประกอบการต้องศึกษาหาความรู้มากพอสมควรโดยเฉพาะการสร้างคอนเทนต์ที่ดีมีคุณภาพ ทั้งบทความ คลิปวิดีโอ หรือภาพถ่าย การทำ SEO จะเป็นการทำการตลาดออนไลน์บนแพลตฟอร์มการค้นหาบน Google แบบไม่ต้องซื้อโฆษณา กล่าวคือทำแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจต้องใช้ระยะเวลานาน 6 เดือน หรือมากกว่านั้นจึงจะเริ่มเห็นผล

ส่วน SEM (search engine marketing) หมายถึงการทำการตลาดออนไลน์ โดยการซื้อโฆษณาจาก Google เพื่อให้ระบบของ Google จัดอันดับการค้นหาของคอนเทนต์ที่เราต้องการ ให้ขึ้นไปอยู่หน้าแรก แบบนี้จะเร็วกว่า ไม่ต้องรอนานแต่ก็มีค่าใช้จ่ายตามมาด้วย

2.วางเป้าหมายการทำ SEO ต้องดันขึ้นหน้าหนึ่งให้ได้เท่านั้น
การทำ SEO มีเป้าหมายหลักคือการให้ Google ทำการจัดอันดับหน้าเพจหรือเว็บไซต์ที่เราต้องการให้ไปอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาด้วย Google search ของผู้คนทั่วโลก ซึ่งจากสถิติพบว่าโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะคลิกเพื่อเข้าไปดูเว็บไซต์อันดับต้น ๆ ในหน้าแรกมีมากถึง 95% โอกาสที่จะคลิกหน้าถัดไปมีเพียง 1% เท่านั้น และสถิติที่น่าสนใจก็คือ ผู้ใช้งานจะคลิกดูคอนเทนต์แบบไม่มีโฆษณา (หรือ ไม่ใช้วิธี SEM) สูงถึง 70- 80%

3.ดึงดูดความสนใจด้วยการใช้ keyword
การที่จะทำคอนเทนต์ให้สามารถขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาได้นั้น สิ่งที่ผู้ทำ SEO ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกนั่นก็คือการเลือกใช้ keyword (คำที่มีผู้นิยมค้นหาบน Google)

ดังนั้น​ ก่อนลงมือสร้างคอนเทนต์ ทั้งการเขียนบทความ การอัดคลิป การทำภาพกราฟิก ฯลฯ จึงต้องสำรวจก่อนว่าจะเลือกใช้คีย์เวิร์ดใดจึงจะเหมาะสมกับเนื้อหาสาระที่เราต้องการสื่อออกไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยค้นหาใน Google Trends ก่อนก็ได้ หากเลือกใช้คำที่ไม่มีใครค้นหาเลย โอกาสที่จะทำให้ SEO ประสบความสำเร็จคงเป็นไปได้ยาก

หากลองสังเกตดูก็จะพบว่าหลายคอนเทนต์เนื้อหาสาระดีมาก แต่กลับไม่ถูกจัดอันดับให้ขึ้นหน้าหนึ่งเลย สาเหตุอาจมาจากการขาดการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา โดยเฉพาะการเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย​ ซึ่งจะส่งผลให้การทำ SEO ไม่ได้ผลลัพธ์​อย่างที่ต้องการ

เขียนบทความแบบไหนให้ติด SEO อันดับต้น ๆ

เขียนบทความแบบไหนให้ติด SEO อันดับต้น ๆ

เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาน่าสนใจจนอยากที่จะแบ่งปันให้กับคนอื่น ๆ ได้อ่านด้วยนั้น ถือเป็นบทความที่มีโอกาสติด SEO ได้ง่ายจนไม่ต้องกังวลสิ่งใดเลย ทว่าหากกล่าวถึงบทความประเภทไหนที่คนนิยมอ่านและมีโอกาสติด SEO มากที่สุด คงจะหลีกเลี่ยงที่จะบอกไม่ได้เลยว่า การเขียนบทความประเภท Evergreen content หรือก็คือ บทความที่ผู้อ่านให้ความสนใจอยู่เรื่อย ๆ มีแนวทางการเขียน ดังนี้

1.เนื้อหาต้องทันสมัยอยู่เสมอ
หลายคนมักเข้าใจว่าเนื้อหาที่มีความทันสมัยนั้น คือเนื้อหาที่ต้องตามกระแสสังคมให้ได้อยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่าทันสมัย ในแบบ Evergreen content คือการเขียนเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่านอยู่เสมอ ไม่ว่ากระแสจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไร เช่น หัวข้อเรื่อง 7 วิธีฝึกไม่ให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น หรืออยู่ในหมวดหมู่ที่ผู้อ่านอยากรู้ และให้ความสนใจได้ทุกยุคสมัยนั่นเอง

2.ต้องทราบให้แน่ชัดว่าใครคือผู้อ่าน
ในปัจจุบันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราต้องชัดเจนว่า เนื้อหาที่จะเขียนนั้นใครคือผู้อ่าน เพราะการแข่งขันในโลกออนไลน์นั้นนับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ และมีคู่แข่งเพิ่มเข้ามาแบบไม่ขาดสาย ฉะนั้นยิ่งเรารู้ว่าผู้อ่านเราเป็นใคร เราก็จะยิ่งได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ทั้งยังช่วยทำให้เว็บไซต์ของเราติด SEO อันดับต้น ๆ ได้อย่างแน่นอน

3.เนื้อหาต้องชัดเจนไม่ออกนอกเรื่อง
การใช้ภาษาที่ไม่กระชับ บรรยายไปเรื่อยเปื่อย จนทำให้บทความยาวดูยืดยาวเกินไป คือสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรทำเด็ดขาด หากอยากให้ผู้อ่านสนใจที่จะอ่านบทความของเราอยู่เสมอ การเขียนบทความแบบ Evergreen content ให้สมบูรณ์จึงควรเน้นคำที่สื่อความหมายตรง ไม่วกวน ชัดเจน เป็นต้น

4.ใช้ Keyword ให้พอประมาณ
จริงอยู่ที่การใช้ Keyword SEO คือ ส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้บทความหนึ่ง ๆ ของเราติดอันดับบน ๆ ของ Google search ได้ อย่างไรก็ตามการเน้นใช้ Keyword ซ้ำบ่อยมากเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมชาติของเนื้อหา และทำให้ความน่าสนใจลดน้อยลงไป ความพอประมาณในการเลือกใช้ Keyword ให้เหมาะสม จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วย

5.หัวข้อเรื่องต้องน่าสนใจและตอบโจทย์ผู้อ่านได้
นอกจากการวางแผนและหาข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจของผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายแล้ว การคิดชื่อเปิดประเด็น หรือ หัวเรื่องหลัก ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอ่านบทความของเราได้เช่นกัน คุณอาจไม่เชื่อว่า ชื่อของหัวเรื่อง มีผลต่อความรู้สึกผู้อ่านมากถึง 90% ว่าจะคลิกเข้ามาอ่านดีหรือไม่!

แม้ว่าการเขียนบทความในยุคปัจจุบันจะมีหลากหลายประเภท และมีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากเข้าใจทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมานี้ รับรองเลยว่าบทความของคุณจะติด SEO และมีชัยเหนือคู่แข่งได้อย่างแน่นอน

เพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการ ทำ SEO ด้วย Buyers Keywords

เพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการ ทำ SEO ด้วย Buyers Keywords

การทำงานบนโลกออนไลน์เป็นอาชีพที่คนยุคใหม่หลายคนใฝ่ฝัน เพราะเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำด้วยการขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทาง social media หรือ e-commerce ต่าง ๆ ซึ่งการสร้างรายได้บนเว็บไซต์เป็นช่องทางที่ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางหรือติดต่อลูกค้าให้ยุ่งยาก โดยมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่การเลือกคีย์เวิร์ด หรือคำค้นหาที่จะถูกนำมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์เพื่อให้เว็บไซต์ติดอับดับบนหน้าแรกของ Search Engine ระดับโลกอย่าง Google คีย์เวิร์ดที่ดีควรมีจำนวนผู้คนหาเยอะ คู่แข่งน้อยและมีเป้าหมายในการสร้างรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ ซึ่งเราเรียกว่า Buyers Keywords

Buyers Keywords หรือ คีย์เวิร์ดพร้อมซื้อ เป็นคำค้นหาที่ถูกใช้เมื่อกลุ่มเป้าหมายต้องการซื้อสินค้า/บริการในช่วงเวลานั้น ๆ โดยการนำคีย์เวิร์ดพร้อมซื้อมาใช้ในการสร้างบทความถือเป็นบทความที่มีความเฉพาะเจาะจง (Niche Keyword) ที่สามารถสร้างรายได้บนเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียได้

Buyers Keywords ที่เหมาะต่อการนำไปสร้างเป็นคอนเทนต์ขายสินค้าหรือบริการ ได้แก่ บรรลุเป้าหมาย, ประสบความสำเร็จ, บรรเทาอาการ, ประมูล, ขายทอดตลาด, มือสอง, สิทธิพิเศษ, ของแถม, โปรโมชั่น, (ชื่อสินค้า/บริการ หรือราคา) ดีที่สุด, โบนัส, ซื้อ (ชื่อสินค้า/บริการ) ด้วย …, ผ่อน (ชื่อสินค้า/บริการ), (ชื่อสินค้า/บริการ) ราคาถูกที่สุด, ขายลดราคา, ส่วนลด, เปรียบเทียบ, คูปองส่วนลดสำหรับ…, รักษา, ไว้ใจได้, ส่งฟรี, ราคาดีที่สุด, วิธีใช้, รีวิว, จัดอันดับ และซื้อ (ชื่อสินค้า/บริการ) ที่ไหน เป็นต้น

วิธีใช้งาน Buyers Keywords สามารถใช้ในการสร้างบทความตามหลัก SEO ได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • นำไปใช้ในการตั้งชื่อบทความ การใส่ Buyers Keywords เป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่กำลังหาสินค้า/บริการดังกล่าวได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกิดปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์ได้
  • นำไปใส่ใน Meta Description การแทรก Buyers Keywords จะช่วยให้ Google bot รู้ว่าบทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับอะไร ซึ่งช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงผลบน Search Engine
  • แทรกในบทความร่วมกับคำค้นหาหลัก การใส่ Buyers Keywords ร่วมกับคำค้นหาหลักจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับบทความ SEO มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยในเรื่องการทำอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine
  • การค้นหา Buyers Keywords เอาไว้เยอะ ๆ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้เข้ากระเป๋าด้วยบทความได้ง่าย ๆ ซึ่งเราสามารถหาได้จากการค้นหาด้วย Buyers Keywords + ชื่อสินค้าหรือบริการ จากนั้นดูคำค้นหาที่ Google แนะนำได้

นอกจากการนำ Buyers Keywords มาใช้ในการสร้างบทความขายสินค้า/บริการโดยตรงแล้ว เรายังสามารถนำ Buyers Keywords มาใช้ในการสร้างบทความ Affiliate หรือบทความนายหน้าขายสินค้าหรือบริการได้ด้วย

เทคนิคการทำ SEO เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด

เทคนิคการทำ SEO เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด

คนมากมายทั่วโลกใช้งานโซเชียลมีเดียเพื่อติดต่อสื่อสาร ค้นหาสินค้าและบริการต่าง ๆ แต่การค้นพบเว็บไซต์ที่ต้องการจากเว็บจำนวนนับล้านไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าของธุรกิจพยายามใช้เทคนิคการทำ SEO ให้เกิดประโยชน์ทางการตลาดมากที่สุด สำหรับมือใหม่มีจุดเริ่มต้นง่าย ๆ ดังนี้

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจนิยามและเป้าหมายของ SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับแต่งเนื้อหา โครงสร้าง และทุกองค์ประกอบของเว็บไซต์ให้มีคุณภาพโดยรวมดีขึ้น ช่วยผลักดันเว็บไซต์ให้เลื่อนอันดับขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google ได้สำเร็จ ทำให้ผู้เข้าชมเห็นเว็บไซต์ก่อน มีโอกาสปิดยอดขายก่อนและธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

การปรับแต่ง SEO โดยทั่วไปมักจะเริ่มจากการใช้คีย์เวิร์ดให้เกิดประโยชน์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และสินค้าเพื่อให้ระบบเสิร์จเอนจินค้นพบเว็บไซต์และบทความในเว็บนั้นง่ายและเร็วขึ้น เทคนิคการเลือกคีย์เวิร์ดแต่ละหน้าไม่ซ้ำกัน ในหน้าหนึ่งมี 2-3 คำ ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำ SEO และส่งผลดีต่อการจัดอันดับของ Google หากเลือกคำไม่เหมาะสมไม่เพียงยากที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าทำผิดกฎและเสี่ยงถูกลงโทษได้

คีย์เวิร์ดเหมาะสมเป็นอย่างไร คือคำหรือวลีที่แสดงตัวตนของธุรกิจ สินค้า หรือบริการเพื่อให้คนเสิร์จค้นพบสิ่งที่ต้องการมากที่สุด คีย์เวิร์ดที่ดีเป็นคำที่มีการค้นหามาก แต่คู่แข่งก็มีจำนวนมากเช่นกัน ส่วนคีย์เวิร์ดที่เป็นวลีจะทำให้ปริมาณค้นหาไม่สูงนัก แต่เข้าถึงความต้องการของผู้ค้นหาได้มากกว่า เช่น เลือกคำว่า “เครื่องสำาอง” จะมีจำนวนคู่แข่งมาก เปรียบเทียบกับคำว่า “เครื่องสำอางเกาหลี” และ “ขายเครื่องสำอางออนไลน์” ทั้งนี้ จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยว่าถ้าต้องการสินค้าแบบนี้จะใช้คำใดในการค้นหามากที่สุด เพื่อให้การทำตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยตรงและทำให้ผู้ค้นหาคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์มากขึ้น

คำค้นหาไม่ได้ใส่ในบทความเท่านั้น แต่ยังความถึงชื่อบทความ หัวข้อบทความ Meta Description และ URL ไม่ได้มีเทคนิคอะไรมากมาย เพียงใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมลงไปเพื่อให้มีอิทธิพลในการดึงดูดผู้คนที่เห็นแล้วตัดสินใจว่าอยากเข้าชมเว็บไซต์ สำหรับคนที่ยังใหม่ต่อเว็บไซต์ควรรู้จัก Meta Description ซึ่งหมายถึงคำอธิบายเพิ่มเติมที่ให้ข้อมูลว่าเว็บไซต์นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง เพื่อแนะแนวทางให้เข้ามาค้นหาสิ่งที่ต้องการ วิธีการเขียนต้องเน้นความสั้นกระชับ เข้าใจง่าย และน่าสนใจ

ส่วนการเขียน URL ควรเลือกใช้คำภาษาอังกฤษซึ่งเป็นสื่อสากล การตั้งชื่อต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะจะต้องใช้ไปตลอด เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับและเป็นที่รู้จักแล้วจะไม่มีการเปลี่ยน URL เพราะจะส่งผลเสียทำให้อันดับของเว็บไซต์ตกลง เลือกคำที่ที่แคบลงมาและเจาะกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เพื่อให้คนเสิร์จที่ต้องการสินค้าแบบเฉพาะไม่เลื่อนผ่านและตัดสินใจคลิกเข้าชมในทันที ที่สำคัญคือทำให้คนรู้จักเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย เห็นได้ว่าการทำ SEO เริ่มต้นไม่ยากและวัดผลได้จริง

เทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO

เทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO

ในวงการ SEO ต่างยอมรับว่าคอนเทนต์หรือบทความเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ แต่กว่าที่จะได้มาซึ่งบทความคุณภาพเหล่านั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ในการจัดวางองค์ประกอบและเทคนิคสำคัญหลายประการลงในงานเขียนเพื่อให้บทความนั้นอุดมไปด้วยคุณค่าของความรู้ คีย์เวิร์ดที่ส่งผลดีต่อการค้นหา ตลอดกระบวนการตามแนวทางการทำ SEO(Search Engine Optimization) ต่าง ๆ นานา ซึ่งล้วนแต่มีเป้าหมายหลักในการทำให้บทความบนเว็บไซต์นั้น ติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกของ Google ซึ่งผลลัพธ์จากการค้นหานั้นจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างนัยสำคัญในเชิงการตลาด ส่วนจะมีเทคนิคน่ารู้ในการเขียนบทความ SEO อย่างไรนั้น เราไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันค่ะ

เทคนิคที่ 1 การทำให้บทความเป็นที่ยอมรับสำหรับ Search Engine ในการค้นหาคีย์เวิร์ด ที่ได้รับความเป็นที่สนใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ด้วยความสดใหม่ของบทความหรือ Original Content ในที่นี้หมายถึงการแตกประเด็น อย่างสร้างสรรค์ จับจุดเด่นมานำเสนออย่างเป็นธรรมชาติ เติมเสน่ห์และบรรยากาศเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าและเว็บไซต์ นำมาเขียนด้วยเทคนิควิธีเฉพาะตัวให้น่าสนใจ หรือ เป็นประเด็นใหม่ ๆ ที่หยิบยกมานำเสนอเป็นคนแรก ๆ เป็นต้น

เทคนิคที่ 2 ฝึกเขียนบทความคุณภาพที่มีความยาวประมาณ 500-1000 คำ ซึ่งเป็นขนาดที่พอเหมาะแก่การวิเคราะห์คุณภาพของบทความที่ดีในแนวทางของ Search Engine ที่มีมาตรฐานระดับสากลอย่าง Google ซึ่งความสามารถคิดและวิเคาะห์บทความขนาดยาวได้ดีกว่าบทความขนาดสั้น ๆ

เทคนิคที่ 3 ค้นหาคีย์เวิร์ดที่คนนิยมค้นหากันเยอะ ๆ และมีความหมายตรงกับเนื้อหาที่เราเขียนโดยพิมพ์คำค้นหาลงบน Google Keyword Planner ก็จะพบคีย์เวิร์ด และคำใกล้เคียงมากมายให้เราเลือกใช้ตามความต้องการ

เทคนิคที่ 4 นำคีย์เวิร์ดที่ค้นหามาใส่ลงในเนื้อหาบทความที่เขียนให้กลมกลืน เช่น ใน 100 คำแรก บนหน้าเว็บไซต์ ใน Headline , Meta Description, รูปภาพ หรือ ลิงก์ URL แล้วจึงใส่ Internal link เพื่อเชื่อมต่อไปยังบทความที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ หรือบทความที่มาของเนื้อหานั้นด้วย

เทคนิคที่ 5 เมื่อได้บทความที่มีเนื้อหาครอบคลุม ทั้งเอื้อประโยชน์และให้ความรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายแล้ว เทคนิคสำคัญประการหนึ่งคือการอัปเดตคอนเทนต์ที่เผยแพร่อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะ เพื่อให้บทความได้รับการแชร์ต่อ ๆ กันไปให้แพร่หลายอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

จากประสบการณ์ในการทำ SEO พบว่าในสายตาของ Search Engine อย่าง Google คอนเทนต์หรือบทความที่เผยแพร่ลงบนเว็บอย่างสม่ำเสมอ หมายความว่า เว็บไซต์หรือผลิตภัณฑ์นั้น มีผู้สนใจและมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแชร์ต่อ ๆ กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเปรียบได้กับการทำโฆษณาแบบปากต่อปากด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยผู้ใช้ ซึ่งเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามายังเพจหรือเว็บไซต์​ ช่วยกระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจในสินค้าหรือบริการที่ต้องการนำเสนอ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

ต้องยอมรับว่าการทำการตลาดออนไลน์โดยการทำ SEO นับเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง เพราะ SEO คือตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหาของ Search Engine ซึ่งหากทำได้ก็มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มโอกาสการซื้อ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลายเรื่องเข้าใจผิดในการทำ SEO ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะแทนที่เว็บไซต์จะติดอันดับแต่กลายเป็นตกอันดับหรือโดนแบนไปอย่างไม่น่าเชื่อ

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ SEO

1.คีย์เวิร์ดยิ่งมาก ยิ่งติดอันดับ
นักการตลาดออนไลน์น่าจะทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเว็บไซต์คุณเจอ คือ คีย์เวิร์ด ดังนั้น จึงมีขั้นตอนค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อดูเทรนด์การค้นหาว่ากลุ่มเป้าหมายนิยมค้นหาคีย์เวิร์ดใด ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งมีคีย์เวิร์ดมากเท่าไหร่ยิ่งดี ทั้งที่จริงแล้วหลักการที่ถูกต้อง คือ ควรใส่คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่พยายามใส่คีย์เวิร์ดเยอะเกินไป

2.Backlink ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี
การทำ Backlink หรือการทำลิงก์เพื่อให้คนคลิกกลับเข้ามายังเว็บไซต์ มีข้อดีคือช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชม ซึ่ง Search Engine จะเก็บสถิติว่าเว็บไซต์นั้น ๆ มีผู้เยี่ยมชมจำนวนเท่าไหร่ ยิ่งหากมีผู้เยี่ยมชมจำนวนมากเท่าไหร่ Search Engine จะยิ่งให้ความน่าเชื่อถือ ทำให้นิยมฝากลิงก์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่การฝากลิงก์กับเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกลับไม่ส่งผลดี เพราะ Search Engine อาจคิดว่าเว็บไซต์คุณเป็นสแปม ดีไม่ดีอาจโดนแบนเลยก็เป็นได้

3.SEO ทำครั้งเดียวก็เพียงพอ
นักการตลาดบางคนทำ SEO ระยะสั้นหรือทำครั้งเดียวหยุด ซึ่งการทำแบบนี้อาจไม่ส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์เท่าไหร่นัก เพราะ Search Engine จะเก็บสถิติการเข้าชมเรื่อย ๆ จึงต้องอาศัยความสม่ำเสมอ นอกจากนี้การทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 6 เดือน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตัดสินภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

4.ทำ SEO ติดอันดับแล้วยอดขายพุ่ง
เพราะการทำ SEO เป็นวิธีทำการตลาดออนไลน์วิธีหนึ่ง ทำให้เจ้าของเว็บไซต์คาดหวังว่าการทำ SEO ติดอันดับแล้วจะส่งผลให้ยอดขายดีขึ้น ทั้งที่จริงแล้ว SEO เป็นเพียงตัวช่วยให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์คุณเท่านั้น และยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็น ราคาสินค้า คุณภาพสินค้า ฯลฯ เพราะฉะนั้นควรทำ SEO ควบคู่กับการตลาดออนไลน์วิธีอื่นด้วย

การทำ SEO มีองค์ประกอบหลายอย่างในการผลักดันเว็บไซต์ให้เข้าหลักเกณฑ์การให้คะแนนจาก Search Engine เพราะฉะนั้นนักปั้น SEO จึงจำเป็นต้องเข้าใจองค์ประกอบทุกด้านเพื่อผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหา ที่สำคัญการตลาดออนไลน์วิธีนี้ยังจำเป็นต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ ดังนั้น จึงควรให้เวลากับการทำ SEO ไปพร้อมกับการทำการตลาดออนไลน์วิธีอื่น ๆ